สะพายเป้ลุยเดี่ยว เที่ยวฮอกไกโด (ในวันที่ใบไม้เปลี่ยนสี)

สวัสดีครับ ยิ้ม.. ผมนายเตร็ดเตร่ กลับมาอีกครั้งกับรีวิวสะพายเป้ออกเดินทางของผม
และครั้งนี้เป็นการสะพายเป้ลุยเดี่ยวเที่ยวต่างแดนเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 1 เดือนของผม
หลังจากครั้งแรกทดสอบความกล้าออกลุยเดี่ยวคนเดียวที่ประเทศมาเลเซีย (คาเมร่อนไฮแลนด์)

มาคราวนี้ได้มีโอกาสเดินทางไปยังฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ต้องบอกก่อนเลยว่าภาษาอังกฤษผมไม่ได้
ภาษาญี่ปุ่นไม่ต้องไปพูดถึงมันเลย 5555555
แน่นอนครับการเดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่นหลายๆวันแบบนี้ หลายคนจะต้องวางแผนล่วงหน้าเป็นเวลานานๆ อาจจะเป็น 1 เดือน 2 เดือน
บางท่านอาจจะวางแผนข้ามปีกันเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มาครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมการเดินทาง การจองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก
ยิ่งจองล่วงหน้านานๆ ก็จะได้ราคาถูกอีกต่างหาก บางท่านก็รอจังหวะช่วงโปรโมชั่น
..
..
แต่ครับแต่….แต่ผมไม่มีแผนโปรแกรมการเดินทาง จองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก ก่อนออกเดินทางไม่ถึง 10 วัน (โอ้ !! พระสงฆ์)
ใช่ครับอ่านไม่ผิด ทำไมหรอครับ??…ก็เพราะการตัดสินใจที่ช้า ลังเล และกลัวว่าไปคนเดียวจะรอดหรือเปล่า
แต่พอหลังจากกลับจากการเดินทางไปประเทศมาเลเซียคนเดียว ทำให้มีความมั่นใจขึ้น ก็เลยตัดสินใจเดินทางสะพายเป้ไปญี่ปุ่นในทริปนี้ ไม่ถึง 10 วัน

แต่เดี๋ยวก่อน..!! หลังจากกลับจากมาเลเซีย ผมก็เดินทางต่อเนื่องไปเวียดนามต่อ
ทำให้มีเวลาในการหาข้อมูลตอนที่ผมอยู่เวียดนามไม่ถึง 3 วัน (น้อยมาก)
แทบจะไม่ได้ข้อมูลอะไรเท่าไหร่ ก็เลยเป็นที่มาของ -No Plan- คือไปแบบไม่มีแผนการเดินทาง (ใช้คำถูกหรือเปล่า)
..
..
เกริ่นมาซะยาว เอาเป็นว่าตามผมสะพายเป้ไปชมการเดินทางแบบงงๆ หลงๆ ด้วยกันเลยครับ

DSC_1946

===== เตรียมตัวจองตั๋ว และที่พัก พร้อมกับแลกเงินสดไป 18,000 บาท =====

แน่นอนครับการเดินทางไปต่างประเทศแบบนี้จะต้องมีการวางแผนในการจองตั๋วเครื่องบิน และที่พัก กันนานหน่อย
แต่อย่างที่ผมเกริ่นไว้หัวกระทู้ว่าทริปนี้เป็นการตัดสินใจเดินทางกระทันหัน จึงต้องทำการรีบจอง

และครั้งนี้ผมเข้าไปจองตั๋วผ่านเวป expedia (https://www.expedia.co.th/) รวมทั้งที่พักด้วย เห็นว่าจองทั้งสองอย่างมีส่วนลดให้อีก
เปิดเวปเข้าไป กรอกข้อมูลเดินทาง สนามบินต้นทาง-ปลายทางที่ Chitose Airport บนเกาะฮอกไกโด โดยก็ลุ้นอยู่ว่าจะที่ตั๋วที่นั่งเหลือหรือเปล่า
เพราะเล่นมาจองก่อนเดินทางไม่กี่วัน

และแล้วหวยก็มาออก..มีที่ว่าง 1 ที่สุดท้าย กับราคาที่คบได้ครับ 13,460 บาท รวมทุกอย่าง (ไป-กลับ)
ถือว่ายังโชคดีที่ได้ราคานี้ เพราะปกติจองกระทันหันแบบนี้ราคาจะสูงมาก  ไหนๆก็ได้ราคาไม่แพงแล้ว
ก็ตกลงใจจองที่พักผ่าน expedia ไปเลย ก็เห็นบอกว่าจองตั๋ว+ที่พัก มีส่วนลดถึง 25% แต่ถ้าจองถูกช่วงโปรโมชั่นคงได้ราคาดีกว่านี้

สำหรับโปรโมชั่นลองเข้าไปดูที่ลิ้งค์นี้ได้ครับ PROMOTION CONTENT ไปเที่ยวไหนก็ได้ กับเอ็กซ์พีเดีย!
https://www.expedia.co.th/OOHcampaign
จองที่พัก Expedia
http://bit.ly/ExpJPatbg4
===== เลือกที่พักกับราคา 500 บาทใจกลางเมืองซับโปโร ======
ที่พักผมเลือกที่จะจองที่เดียวไปเลยครับ 10 คืน เพราะตามที่บอกข้อมูลแผนการเดินทางท่องเที่ยวผมยังไม่แน่นอน
จองที่เดียวไปก่อน ถ้ามีออกไปเที่ยวเมืองไหนไกลๆค่อยไปวอคอินเอาข้างหน้าและการเที่ยวของผมจะเป็นแบบ Backpack ไม่เน้นหรู กินง่ายอยู่ง่าย แถมจองพร้อมกับตั๋วยังลดราคาลงมาอีก
ก็เลยเลือกที่พักแบบโฮสเทล (คือห้องรวม) หาที่อยู่ใจกลางเมืองซับโปโร และใกล้กับสถานีรถไฟ
จะได้สะดวกในการเดินทางท่องเที่ยวตามหัวเมืองต่างๆ กรอกข้อมูลที่พักเรียบร้อย ตกลงปลงใจที่  “Khaosan Sapporo Hostel”
ข้าวสารซับโปโร…ชื่อดูไทยๆเหมือนสถานที่ท่องเที่ยวบ้านเรา พักแล้วน่าจะมีความรู้สึกอยู่ใกล้บ้าน หวยก็มาออกที่ 585 บาทต่อคืน
===== พร้อมแล้วก็สะพายเป้เดินทาง ความสนุกตื่นเต้นกำลังจะเริ่มต้น ====
…..
..
ได้ตั๋วราคาไม่แพงมา ก็ต้องยอมแลกกับเวลา โดยการเดินทางครั้งนี้ผมต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่ฮ่องกง
มันมี 2 ไฟท์ ระหว่างรอเปลี่ยนเครื่อง 1 ชั่วโมง กับ 3 ชั่วโมงกว่า
ผมเลือกอะไรเหรอ ก็ต้องเลือกรอเปลี่ยนเครื่อง 3 ชั่วโมงซิครับ!!! หลายคนคงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
“บ้าหรือเปล่าว่ะ !.. ไปเสียเวลารอทำไมตั้ง 3 ชั่วโมง  แฮะๆๆๆอมยิ้ม02  ก็เพราะว่าเป็นการเปลี่ยนเที่ยวบินครั้งแรก กลัวจะไปไม่ถูก
ไปไม่ทัน ตกเครื่องขึ้นมาจะซวยเอา เผื่อเหลือเผื่อขาด ..ดีเท่าไหร่แล้วที่เครื่องไม่ดีเลย์  (เป็นการวางแผนที่เยี่ยมไปเลย 5555)
=== WIFI เป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้เมื่อมาเที่ยวญี่ปุ่น ====
..
..
เนื่องจากการเดินทางไม่มีการวางแผน ไม่มีข้อมูล สิ่งที่จำเป็นและขาดไม่ได้สำหรับทริปนี้อีกหนึ่งก็คือ Pocket wifi
โดยผมนำ Pocket wifi ของ Samurai Wifi ติดตัวไปด้วยจากสนามบินสุวรรณภูมิ ค่าเช่าก็ตกวันละไม่กี่บาท
แต่อย่าลืมก่อนเช่าต้องแจ้งภูมิภาคที่เราจะไปด้วยนะครับ อย่างเช่นผมไปฮอกไกโด สัญญานใช้ได้ดีไม่มีปัญหา
ถือว่าช่วยได้มากเลยครับ เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://www.bs-mobile.jp/th/
==== เช้าวันแรกที่ สนามบินฮ่องกง ====
..
..
ถึงสนามบินฮ่องกงก็เช้าพอดี เช้านี้ไม่มีอะไร นั่งเล่น เดินเล่น  ชาร์ทแบต อุปกรณ์ให้เรียบร้อย ถ่ายรูปเล่นนิดๆ หน่อยๆ
ข้าวเช้าไม่ต้องกิน (ปกติตื่นสาย ไม่ค่อยได้กินข้าวเช้า) หรือเป็นข้ออ้างก็ได้ เพราะไม่ได้แลกเงินฮ่องกงมา มีแต่เงินเยน
ไม่รู้จะใช้ด้วยกันได้หรือเปล่า กลัวไปสั่งมาแล้วไม่มีเงินจ่ายจะหน้าแตก และไม่อยากไปใช้ภาษามือมาก 555
จากนั้นก็บินลัดฟ้าสู่จุดหมายปลายทาง
=== ถึงสนามบิน ชิโตเซะ [โดน ตม.ตรวจเข้มคนเดียว พร้อมสุนัขดมกลิ่น] ====

..
ความตื่นเต้นก็ได้เริ่มขึ้นเมื่อเกือบไม่ผ่าน ตม.สนามบินชิโตเซะ เหตุเกิดจากหลังลงจากเครื่องต้องกรอกเอกสารเข้าประเทศ
เอาแล้วซิ กรอกยังไง?? ปากกาอยู่ไหน?? อ่านก็ไม่ออก คนอื่นเขากรอกบนเครื่องมาเรียบร้อยแล้ว มองหาพี่ไทยก็ไม่เห็นจะมี
เดินออกจากคิว ซุ่มดูจนคนอื่นเขาผ่าน ตม. ไปกันหมด เหลือแต่บ้านนอกเข้าเมืองอยู่คนเดียวที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่
จนเที่ยวบินอื่นเขามาลงแล้วผ่าน ตม.กันจนเกือบหมด ก็กรอกไปพอคร่าวๆ ชื่อนามสกุล ที่อยู่ เลขพาสปอร์ตที่พอจะรู้บ้างแล้วอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อเข้าไป ตม. !!!!
พอยื่นเอกสารให้เจ้าหน้าที่ ทำหน้างง สงสัยว่าไอ้นี้ไปอยู่ไหนมา เครื่องลงมาตั้งนานแล้ว พึ่งจะเข้ามาด่านตรวจคนเข้าเมือง
แล้วก็พูดพร้อมกับชี้ไปหลังกระดาษ พอเดาจับใจความได้ว่ากรอกเอกสารไม่ครบ ด้านหลังต้องติ๊กเครื่องหมายตรงช่องสี่เหลี่ยมด้วยงงละซิทีนี้..อ่านไม่ออกกากามั่วเอาครับ กลับไปยื่นรอบสองตรีตราประทับ ในใจ(รอดแล้วตรู ไม่ยากอย่างที่คิด)
ยังไม่ทันหายดีใจ เจ้าหน้าที่ก็มาเรียกตัวเข้าไปที่ห้อง พร้อมกระเป้าเป้ที่เอามาให้เรียบร้อยวางอยู่บนโต๊ะ อมยิ้ม24เอาแล้วซิงานนี้ จะโดนส่งตัวกลับหรือเปล่า เข้าไปถึงเจ้าหน้าที่เข้ามาคุย แหม๋เหมือนผมจะฟังออก มองหน้ามองตากัน
จนต้องใช้ภาษามือ จับใจความได้ว่าให้เปิดกระเป๋า ที่ที่สุนัขตำรวจคอยดมอยู่ข้างๆ เปิดไปผมก็อธิบายไป…
อธิบายอย่างไรหรอ?? .. ก็ “ไอทลาเวล แอนโฟโต้กราฟฟี่ ๆๆๆ”   มันถามอะไรมา สวนตอบกลับประโยคนี้ตลอด
พร้อมกับเปิดเป้ ซึ่งข้างในส่วนใหญ่มีแต่อุปกรณ์กล้อง ก็สปีก  “ไอทลาเวล แอนโฟโต้กราฟฟี่ ๆๆๆ”  กับเจ้าหน้าที่
ฟัดกับหมาอยู่นานพอสมควร เจ้าหน้าที่มันคงจะรำคาญไอ้นี่มากคุยไม่รู้เรื่อง ถามอะไรไปก็จะเที่ยวถ่ายรูปอย่างเดียว
เลยปล่อยออกมาอย่างสะดวกโยธิน  555555 …รอดแล้ว
==== หาวิธีเข้าเมืองซับโปโร ไปยังที่พัก ====
..
..โอ้ !!!!… พระเดจพระคุณท่าน ทำไมมันง่ายกว่าที่คิดไว้ ก่อนเดินทางมาที่นี่มีพี่ๆ น้องๆ บอกไว้ว่าการเดินทางโดยรถไฟที่นี่ดูจะยุ่งยาก ทำให้งง แต่พอมาถึงจริงๆ ง่ายกว่าที่คิด อีกอย่างพวกศัพท์ตายตัว ชื่อสถานที่ ผมก็พอได้บ้าง ก็แค่ดูปลายทางที่เราจะไป ต้องใช้รถไฟสายไหน ลงสถานีอะไร มันก็จะมีบอกราคาไว้ จากนั้นเราก็แค่มาจิ้มราคา สอดธนบัตรหรือยอดเหรียญเข้าไป แค่นี้ตั๋วก็ออกมาแล้ว สำหรับตั๋วจากสนามบินไปยังสถานีซับโปโร ก็อยู่ที่ 1070 เยน
โดยสถานีที่ผมจะต้องไปลงคือสถานี ซับโปโร ซึ่งเป็นศูนย์กลางของรถไฟที่จะใช้ไปในเมืองต่างๆ
และอีกอย่างผมจะต้องลงสถานีนี้เพื่อต่อรถไฟใต้ดินไปยังที่พัก ซึ่งก็อยู่ห่างออกไปไม่กี่สถานี
การต่อรถก็ไม่ใช่เรื่องยาก อย่างที่บอก ดูชื่อสถานีที่เราจะลง ดูว่าเป็นรถไฟสายไหน ตอนไปยืนรอรถก็จะมีป้ายบอกชัดเจน ว่ารถไฟสายที่เราจะไปควรไปขึ้นชานชลาไหน…. (พูดเหมือนง่ายเลย)
เช่นเมื่อผมมาถึงสถานีซับโปโร(N06) จะต่อรถไฟไปสถานีซูซูคิโน๊ะ(N08) เพื่อไปยังที่พัก ก็ดูสถานีเราที่จะไป ซึ่งเป็นรถไฟใต้ดิน Subway (Namboku Line) ดูราคา 200 เยน ก็กดราคาตรงตู้แค่นี้ก็ได้ตั๋วแล้วครับ โดยการเดินไปชานชลาก็ดูป้ายที่บอกว่า Subway โดยสังเกตุสถานีปลายทางที่เราจะไปด้วย เพราะจะมีทั้งไปและกลับ จะได้ขึ้นไม่ผิดฝั่ง
==== เช้าวันที่สอง – สบายๆ เดินเล่นชิวๆถ่ายรูปในเมืองซับโปโร ====
..
..
หลังจากเดินทางมา 1 คืน กับอีก 1 วัน กว่าจะถึงที่พักก็มืดค่ำ หัวถึงหมอนก็หลับยาวครับ
เลยไม่ได้วางแผนว่าวันนี้จะไปที่ไหน แถมยังตื่นสายอีก ก็เอาง่ายๆไปก่อนละกัน เดินเล่นถ่ายรูปภายในตัวเมืองนี่แหละ
อากาศหนาว น้ำไม่ต้องอาบเสียเวลาเปล่า นั่งหาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในตัวเมืองประมาณ 1 ชั่วโมงโดยคิดการรอบคอบโดยพกแพ๊คเกจ WIFI ของ SAMURAI WIFI ที่เช่ามาจากสนามบินสุวรรณภูมิตกวันละไม่กี่ร้อย
ข้อมูลพร้อม โทรศัพท์พร้อม(ใช้จีพีเอส) แบตเตอรี่ชาร์จเต็ม ก็ได้เวลาสะพายเป้ลุย โดยเน้นไปที่ใบไม้เปลี่ยนสี
ก่อนจะเดินทางท่องเที่ยวต้องบอกก่อนว่า ทุกการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ในแต่ละวันผมจะเริ่มต้นจากสถานีนี้ครับ “Suzukino” ประตูที่ 2 เพราะเป็นสถานีใกล้ที่พักที่สุดที่จะใช้เดินทางไปต่อรถไฟที่สนามบินซับโปโร และรีวิวนี้จะขอเอ่ยการเดินทางโดยจะเริมจากสถานีรถไฟซับโปโร  นอกจากว่าวันไหนผมไปค้างที่เมืองอื่น
==== มหาวิทยาลัยฮอกไกโด ====
..
..
การเดินทางมาที่นี่ก็ไม่ยาก นั่งรถไฟมาลงที่ซับโปโร ออกทางฝั่ง North ประที่ 8 , 9, หรือ 12 ครั้งนี้ผมออกประตู 12 ขึ้นมาจะเจอแยก แล้วข้ามถนนฝั่งขวามือ เดินไปเจอแยก ให้เลี้ยวขวา มหาลัยอยู่ฝั่งซ้ายมือ ถนนเส้นนี้จะอยู่ที่ประตูทางเข้าที่ 3 จากนั้นก็เดินเล่นทั่วมหาลัยเลยก็ได้ถ้ามีเวลา

==== สวนนากาจิม่า ====

..
การเดินทางจากสถานีซับโปโร ใช้รถไฟใต้ดินสาย NAMBOKU LINE มาลงที่สถานี Nakajima ใช้ประตูทางออกที่ 3 ก็จะมาโผล่ภายในบริเวณสวนได้เลย แต่วันที่มาใบไม้ยังไม่แดง ยังเขียวๆเหลืองๆ แต่ก็พอให้มีมุมเดินถ่ายรูปอยู่บ้าง

==== ขึ้นจุดชมวิว JR TOWER ====


จุดชมวิวเมืองซัปโปโร .. หลังจากเดินทารงถ่ายรูปในสวนนาจิม่า ก็ปาเข้าไปเกือบ 4 โมงเย็น แต่ทำไมพระอาทิตย์ตกดินเร็วจัง มารู้ที่หลังว่าที่ฮอกไกโด 4 โมงเย็นก็เริ่มมืดแล้วก็กะว่าจะกลับที่พัก แต่มองบนท้องฟ้าเห็นแสงพระอาทิตย์สวย
เปิดโทรศัพท์ทันทีหาข้อมูลจุดถ่ายรูปมุมสูงของเมืองซัปโปโร….”JR TIWER” ไหนๆ อยู่ที่ไหน ไปยังไง … “โอ้แม่เจ้าอยู่แค่ปลายจมูกนี่เองที่สถานีรถไฟซัปโปโร นั่งรถไฟไป 3 สถานีก็ถึง ว่าแล้วก็ไม่รีรอ
มาถึงสถานีรถไฟซัปโปโร ก็มองหาป้ายนี้เลยครับ ไม่ยาก สังเกตุง่าย เดินตามป้ายไปเรื่อยๆ
จุดชมวิวจะอยู่ที่ชั้น 38 ป้ายจะพาเรามายังลิฟท์ ก็กดไปที่ชั้น 38 เลยครับ
ออกจากลิฟท์มาก็จะเจอกับพนักงานขายบัตร ราคาบัตรเข้าที่นี่อยู่ที่ 720 เยน
เสียดายมาไม่ทันพระอาทิตย์ตกดิน แต่ก็ยังพอมีแสงให้ได้เห็น จุดชมวิว JR TOWER สามารถมองเห็นวิวเมืองซับโปโร แบบ 360 องศาเลยครับ
สามารถเดินชมวิวได้รอบทุกด้าน
และที่ห้ามพลาดเลยก็คือ เมื่อมาถึงข้างบนแล้วอย่าลืมเข้าห้องน้ำเด็ดขาด
นั่งทำธุระไป ชมวิวไป ขอบอกว่าชิวมาก 555555
==== ปิดท้ายมื้อเย็นวันแรกอย่างราชา ยังไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น ====
….
..
มาถึงญี่ปุ่นก็ต้องกินปลาดิบ และถ้ามาซับโปโร แน่นอนของขึ้นชื่อที่นี้นอกจากอาหารทะเลสดๆ แล้ว
ถ้าเป็นเครื่องดื่มคงไม่มีอะไรมีชื่อไปกว่าสิ่งนี้แล้ว “เบียร์ซับโปโร” มื้อนี้อิ่มกาย สบายท้อง ตัวเกือบปลิว
เพราะสั่งเมนูผิด ..จะบอกว่าผิดก็ไม่เชิงเพราะเมนูมีแต่ภาษาญี่ปุ่น รูปประกอบก็ไม่มี ต้องใช้ดัชนีจิ้มเอาครับ (จิ้มผิดคิดไปจนวันตาย)เช่นครั้งนี้รออาหารตั้งนานเกือบชั่วโมงไม่มา คนมาทีหลังได้ก่อนไปตั้งนาน หมดเบียร์ไป 3 แก้วก็แล้ว 4 แก้วก็แล้ว ไม่มีวี่แววจะมา
เริ่มสงสัยตอนพนักงานมาเสิร์ฟเบียร์ เอ๊ะ !!.. เราว่าเราไม่ได้สั่งนะ ทำไม่เสิร์ฟบ่อยจังโอ้โห้..!!!  พระเดจพระคุณท่าน ไอ้ที่เราจิ้มไปมันคือบุฟเฟ่เบียร์ครับพี่น้องคร๊าบบบบบ …. อมยิ้ม05
เปลี่ยนแผนใหม่บอกพนักงานชี้ไปโต๊ะข้างๆ สื่อความหมายว่าขอแบบนี้เหมือนกัน ตรูเริ่มเมาแล้ว..เฮ้ย !!..เริ่มหิวแล้ว
==== วันที่สอง เงินหล่นหายไป 22,000 เยน (6,000 กว่าบาท)  และนี่คือสิ่งที่ผมจะต้องกินในอีก 8 วัน====
..
.
เข้าวันที่ 2 ของการเดินทางงานก็เข้าอย่างจัง เนื่องจากเมื่อวานอาจจะเดินเพลินไปหน่อย เก็บตังค์ไว้ในกระเป๋ากางเกงหลัง โดยอีกส่วนแยกไว้ที่เป้
เช้าวันนี้สำราจดู อ้าวเฮ้ย..!! แบงค์หมื่นเยน 2 ใบ พันเยนอีก 2 ใบหายไปไหน ทีแรกก็ไม่ได้ตกใจอะไรมากขนาดค่าเงินเยนผมยังไม่รู้เลย
คำนวนในเวป..โอ้แม้เจ้า 6000 กว่าบาท นั้นเท่ากับค่าอาหารมื้อที่เหลือเลย ไม่รู้หล่นหายไปตอนไหน หรืออาจจะเป็นเพราะบุฟเฟ่เบียร์เมื่อคืน
ทำให้สติสตังค์ไม่ระวังตอนควักเงินจากกระเป๋า..แต่ที่แน่ๆ คือหล่นจากกระเป๋าหลังแน่นอนเมื่อคืนยังกินอย่างหรู (สำหรับการเดินทางของผม อาหารเมื่อคืนถือว่าหรูที่สุดแล้วครับ) แต่วันนี้การวางแผนการกินผมต้องเปลี่ยนไป
คำนวนตังค์ที่เหลือหักจากค่ารถไฟ ค่าเข้าชมสถานที่ ค่าอาหาร ค่าบุฟเฟ่เบียร์
รวมยอดแล้วคงเหลือ 9,000 กว่าบาท กับต้องใช้ชีวิตที่เหลือที่นี่อีก 8 วัน ทั้งค่ากิน ค่ารถ ค่าเข้าสถานที่ต่างๆ
โชคดีที่จ่ายค่าที่พักไปหมดแล้วตั้งแต่ก่อนเดินทาง มันเลยเป็นที่มาของชื่อทริปสะพายเป้ลุยเดี่ยวเที่ยว ..”ฮอกไกโด”.. [ในวันที่ใบไม้เปลี่ยนสี] 9 วันไปไหนได้บ้างกับเงินที่เหลือ (xxxx)

และนี่คือสิ่งที่ผมจะต้องกินจากนี้ไป “มาม่า” แบบซอง หาซื้อได้ตามเซเว่นที่ผมจะฝากชีวิตไว้ และ “เบียร์ซับโปโร” ที่ต้องห้ามดื่มวันละ 2 ป่อง
(ข้อดีของที่พักคือมีห้องให้ประกอบอาหาร ทั้งเตา เครื่องครัว ไมโครเวฟ ตู้เย็นพร้อม)
vvv
vv
v
==== “โจซังเค” – เซไปเซมา กว่าจะถึง ====

.
โจซังเค.. มายังไง หลังจากหาข้อมูลเที่ยวเมื่อคืนจากที่พัก ก็ยังงง (ไปไหนดีวะ)  เดาผิดเดาถูก..หาข้อมูลจากเน็ตบ้าง
หนังสือท่องเที่ยวบ้างก็ลองไปดูแล้วกัน ดูจากกูเกิลแล้วสวยดี  ….. แต่ว่าการเดินทางมา “โจซังเค” ไม่มีรถไฟถึง
และต้องใช้บริการของรถบัสโดยเริ่มต้นที่สถานี ซับโปโร ก็คือที่เดียวกันกับจุดเริ่มต้นเดินทางของผม อย่างที่บอกไว้ก่อนหน้านี้จากซับโปโร มาลงสถานีครับ.(ไม่รู้ชื่อ)  แต่เป็นศูนย์บริการนักท่องเที่ยว สามารถติดต่อจะไปเที่ยวเขื่อน
หรือเดินท่องเที่ยวในเมืองก่อนก็ได้ เพราะมีใบไม้เปลี่ยนสีให้ได้ชมแต่เมืองนี้(ตอนที่ผมมา) ไม่ได้มีใบไม้เปลี่ยนสีอย่างเดียว ยังมี “ออนเซน” ที่ขึ้นชื่ที่สุดของเกาะฮอกไกโดด้วย
เก็บตกวิวข้างทางถ่ายจากบนรถ ระหว่างเดินทางไปโจซังเค
บรรยากาศ 2 ข้างทางเต็มไปด้วยใบไม้ที่กำลังเปลี่ยนสี ส่วนใหญ่จะอยู่บนภูเขา
ทำให้เพลินในการชมวิวระหว่างเดินทาง
ตื่นเต้นแค่ไหนคิดเอา … ขนาดแยกไฟแดงก็ไม่พลาดที่จะยกกล้องขึ้นมาถ่าย
มาถึงแล้วครับเมืองโจซังเค ถึงแบบงงๆ แนะนำว่าใครไม่เคยมาก็ปริ้นรูปมา ชี้ให้คนขับรถดูได้เลย
ไม่มีกระเป๋ารถเมล์ให้ถามเหมือนบ้านเรานะ จุดแรกเมื่อมาถึงที่โจซังเคก็มาหามุมมหาชนก่อนเลย
คือบนสะพานนี้ครับ จำชื่อไม่ได้ แต่ถ้ามาก็สังเกตุไม่ยาก มีนักท่องเที่ยวเดินทาถ่ายรูปกันเยอะเลย
….

ไม่ขออธิบายอะไรมาก เดี๋ยวกลัวข้อมูลผิดพลาด เพราะมาก็ไม่ได้มีข้อมูลอะไรอยู่แล้ว (ไม่ควรเลียนแบบ)
เอาเป็นว่าไปดูภาพบรรยากาศที่เมืองโจซังเคกันเลย

เส้นทางเดินชมธรรมชาติใบไม้เปลี่ยนสี

 

การเดินทางมาเดินชมเส้นทางศึกษาธรรมชาติดูใบไว้เปลี่ยนสี ถ้าใครไม่อยากเดินก็มาลงที่ป้ายนี้ได้เลยครับ
จะเจอถนนทางเข้าเป็นสามแยกอยู่เยื้องๆฝั่งตรงข้าม แต่แนะนำว่าเดินเที่ยวจะสนุกกว่า เพราะภายในเมืองโจซังเคเป็นเมืองเล็กๆ

====เขื่อนโฮเฮเคียว====
จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีอีกแห่งของเมืองโจซังเค

..
การเดินทางไปเขื่อนก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคนที่มาครั้งแรก และคนเดียวอย่างผม
หลังจากที่เดินชมใบไม้เปลี่ยนสีเสร็จก็เดินย้อนกลับมาที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว                        (ตรงที่เรามาลงรถเมล์ตอนแรก)
จากนั้นก็ไปติดต่อซื้อตั๋วรถเมล์เพื่อเดินทางไปยังเขื่อน ง่ายๆแค่ชี้รูปเขื่อนให้เขาดู
(ตามที่ติดโชว์ด้านใน) เขาก็ออกตั๋วให้แล้ว
สำหรับคนที่ไม่มีรถส่วนตัว ก็ให้นั่งรถบัสออกมาไม่ไกลจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ก็จะมาถึงจุดเริ่มเดินเข้าไปชมภายในเขื่อน
สำหรับใครที่ไม่อยากเดินก็จะมีรถบัสไฟฟ้าบริการครับ ส่วนผมตามคอนเซปคือต้องเดิน แต่ด้วยที่ว่ามาถึงก็จะเย็นแล้ว
เลยต้องรีบทำเวลา ก็ได้มาใช้บริการของรถบัสไฟฟ้าเพื่อความรวดเร็ว แต่แอบเสียดายวิวระหว่างทาง ที่รถไม่จอดให้ชม
ใครมาอยากเก็บภาพ ก็แนะนำเดินเข้าไปนะครับ
..
.
จุดจำหน่ายตั๋วรถบัสไฟฟ้า
ซื้อตั๋วเสร็จก็มาต่อคิวขึ้นรถด้านหน้าได้เลย
เส้นทางจะผ่านอุโมงลอดใต้ภูเขา สังเกตุจะมีนักท่องเที่ยวเดินเข้ามาเที่ยวจำนวนหนึ่ง
รวมไปถึงตอนที่ 2 ต้องขออภัยทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชม
พอนั่งออกมาพ้นอุโมงก็เริ่มเห็นใบไม้เปลี่ยนสีแล้ววววววว… เสียดายรถไม่จอดให้ถ่ายภาพ
มาถึงก็เกือบเย็นแล้ว ทำให้ไม่มีแสงพระอาทิตย์ เพราะโดนภูเขาบดบัง .. ถือว่ามาผิดเวลา
แต่ไม่เป็นไรไหนๆก็มาถึงแล้ว ก็เก็บภาพเอาตามที่ได้ไปก่อน จากจุดนี้จะเป็นบริเวณสันเขื่อนครับ
ถ่ายรูปบนสันเขื่อนพอประมาณ ก็ต้องรีบขึ้นไปจุดชมวิว เพื่อชมวิวมุมสูงของสันเขื่อน
โดยที่นี่ใครไม่อยากจะเดินก็มีกระเช้าบริการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
ส่วนผมเหรอครับ…ก็ต้องกระเช้าสิครับ เวลาน้อยขนาดนี้ ตังค์ไม่มีค่าที่พัก ต้องกลับไปพักที่เดิม

พอมาถึงด้านบนก็จะได้เห็นวิวประมาณนี้ครับ
เขื่อน Hoheikyo เป็นเขื่อนคอนกรีตโค้งมีความสูง 102.5 เมตร
เป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่ออีกแห่งของเมือง โจซังเค
ภายในด้านบนนอกจากเป็นจุดชมวิวแล้ว ยังมีบริการที่พัก และร้านอาหารด้วย เท่าที่สังเกตุจะเป็นเมนูแบบปิ้งย่าง
แต่ตอนที่ขึ้นมาถึง เหมือนว่าร้านจะปิดแล้ว ถึงเปิดก็อดกินเช่นเดิม เพราะมีงบแค่มาม่า 5555
และจบการเดินทางสู่เมืองโจซังเคไว้เพียงเท่านี้ ต้องรีบกลับที่พักไปต้มมาม่ากินแล้ว
ผ่านพ้นไปอีกวันกับการใช้ชีวิตท่องเที่ยวบนเกาะฮอกไกโด คืนนี้กลับไปหาข้อมูล มาดูกันว่าพรุ่งนี้จะพาสะพายเป้ ไปเท่ที่ไหน??
==== วันที่ 3 เดินเล่นเมืองเก่า โอตารุ ====

..
หลังจากเมื่อคืนอิ่มท้องจากมาม่าไป 2 ห่อ พิเศษเพิ่มไข่ 1 ฟองที่ซื้อมาจากเซเว่น 1 แพค(มี 4 ฟอง)
ก็ได้หาข้อมูลว่าจะไปไหนต่อ เดินทางยังไง มีอะไรน่าเที่ยวก็มาสรุปที่เมืองโอตารุ
เมืองเก่าแก่อีกแห่งบนเกาะออกไกโด วันนี้งดใบไม้เปลี่ยนสีก่อน

โอตารุ เมืองเล็กๆ แต่เสน่ห์ไม่เล็กที่อยู่บนเกาะฮอกไกโด ด้วยเมืองขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองโรแมนติกมาก ที่ใครๆ ก็อยากไป
แค่เพียงมีเวลาเหลือนิดหน่อยก็สามารถเดินเที่ยวเล่นไปทั่วเมืองแล้ว

เริ่มต้นจากตอนเช้า เนื่องจากเมืองโอตารุ เป็นเมืองที่ใช้เวลาเดินทางจากซัปโปโรไปไม่ไกล วันนี้เลยนอนตื่นสายได้
เช่นเดิมครับนั่งรถไฟใต้ดินไปเริ่มต้นที่สถานีซัปโป สถานีที่ผมใช้เป็นจุดเริ่มต้นเดินทางไปเมืองต่างๆ
ตามที่บอกไว้ก่อนหน้านี้ ค่าตั๋วก็ 200 บาท ขั้นตอนวิธีการซื้อตั๋ว การขึ้นรถ คงต้องไม่ต้องบอกอะไรมาก
เพราะได้บอกไปก่อนหน้านี้แล้ว ใครไม่เคยมา ไม่มีข้อมูล ก็ไม่ต้องกลัวครับ มาถึงแล้วจะรู้ว่ามันง่ายนิดเดียว
==== เดินทางสู่เมือง โอตา รุ====
การเดินทางไป โอตารุ จากที่ดูข้อมูลมาคร่าวๆเมืองคืนนี้เห็นจะมีด้วยกัน 2 ทางคือ ทางรถไฟกับรถบัส
ผมเลือกที่จะเดินทางโดยรถไฟ เพราะว่าเริ่มจะชินและสนุกกับการนั่งรถไฟ
มาถึงสถานีซับโปโรก็ตรงไปยังตู้ซื้อตั๋วเลยครับ โดยเลือกสถานีปลายทางของเรา ดูราคาแล้วก็จิ้มตามราคา
ตั๋วโดยสารก็จะออกมาพร้อมตังค์ทอน รถไฟที่ผมไปเน้นแบบรถท้องถิ่น ราคาไม่แพง 640 เยน แต่ถ้าซื้อไป-กลับ
ราคา 1200 เยน ถูกลงมาหน่อย แต่จะได้แถมตั๋วรถไฟใต้ดินในเมืองซับโปโรเพิ่มอีก 1 วัน ซึ่งเป็นตัวเลือกที่ดี
แต่การซื้อตั๋วแบบนี้ต้องไปซื้อกับเจ้าหน้าที่ และนี่คือประเด็นเพราะว่าภาษาอังกฤษผมไม่ได้ อย่างที่บอกตั้งแต่ต้น เลยซื้อแบบปกติทั่วไป
อาจจะแพงกว่ากันไม่กี่บาท แต่ก็แอบเสียดายตั๋วรถไฟใต้ดินฟรี 1 วัน
หลังจากซื้อตั๋ว ขึ้นรถไฟเป็นที่เรียบร้อย ออกเดินทางมาไม่ไกลก็ได้สัมผัสกับกลิ่นไอทะเล และวิวสวยๆระหว่างทางไปยังเมืองโอตารุ
แถมยังมีนก เปิดในขบวนรถไฟประกอบให้ฟังด้วย (ไม่รู้เสียงนกอะไร แต่ฟังแล้วเป็นนกทะเล ได้บรรยากาศมาก)
ใครอยากนั่งชมวิวทะเลระหว่างทางก็ให้เลือกที่นั่งฝั่งด้านซ้ายนะครับ รถไฟท้องถิ่นเลือกที่นั่งตรงไหนก็ได้ ไม่มีการจอง
ถึงสนามบินโอตารุ จะรออะไรละครับ เดินสิ..เดินๆๆ เขาบอกว่าเมืองเล็กๆเดินเที่ยวชมสบายๆ
แบบนี้ก็เข้าทางเราเลยละ ประหยัดตังค์ด้วย อีกอย่างวันนี้ก็ตั้งใจจะเน้นเที่ยวแค่ตัวเมืองอยู่แล้ว
ส่วนใครที่เดินทางมาโดยรถบัส และกลับโดยรถบัส สถานีรถบัสก็อยู่ด้านหลังสถานีรถไฟครับ
พอลงจากรถไฟฟ้าสถานี Otaru มาแล้วก็เริ่มงงครับ ว่าไปที่ไหนดี มองเห็นทะเลอยู่สุดถนนไกลๆ ..
ตัดสินใจเดินเส้นหลักชมเมือง มุ่งหน้าลงทะเลก่อน
ส่วนจะมีที่ไหนบ้างก็ตามภาพกันเลยครับ ชื่อสถานที่ไม่รู้จัก เพราะไม่ได้เตรียมข้อมูลมา
พึ่งจะตัดสินใจมาเมื่อคืน และอีกอย่างชื่อแต่ละสถานที่ช่างเรียกยากซะเหลือเกิน มารู้ทีหลังว่าพลาดสถานที่หลักๆไปหลายที่เลย
เอาเป็นว่าดูรูปกันไปก่อนละกัน ข้อมูลถ้าใครสนใจมาก็คงจะหาได้ไม่ยาก ตามเน็ต หนังสือท่องเที่ยว
หรือแม้แต่ที่ญี่ปุ่น ตามศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ตามสถานีรถไฟใหญ่ๆ ก็มีข้อมูลท่องเที่ยวที่เป็นภาษาไทยแจกฟรี
==== สถานีรถไฟ Temiya นั่งรถจักรไปน้ำ ====
..
..เดินถ่ายรูปหลงไปหลงมาในเมืองจนมาเจอกับทางรถไฟสายเก่า
ตัดสินใจเดินเล่นตามรางรถไฟไปเรื่อยๆ เผื่อจะเจออะไรดีๆ พอให้ได้เก็บภาพบ้าง
พึ่งจะมารู้ทีหลังว่าเป็นทางรถไฟสายเก่า (ทางรถไฟสายเก่าเทมิยะ-Temiya Line)
ที่ถูกยกเลิกการใช้งานไปแล้วแต่ยังคงไว้เพื่อเป็นสวนสาธารณะเดินมาเรื่อยๆก็มาเจอจนได้ครับ ได้ยินเสียงกระดิ่ง เหมือนเสียงรถไฟ พร้อมเสียงวูด
เอาแล้วซิ ต้องเป็นรถจักรไอน้ำแน่นอน …. และแล้วก็ใช่จริงๆด้วยครับ เป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟ TEMIYA
ดูเหมือนจะเป็นสถานีรถไฟที่เปิดเป็นเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เยี่ยมชมรถไฟเก่าที่เก็บไว้ ภายในมีโรงเก็บรถไฟ
ก็จะรออะไรละครับซื้อบัตรเข้าไปชมซิ เพราะเห็นมีรถจักรไอน้ำวิ่งด้วย
มาแล้วๆๆ รถจักรไอน้ำ ที่นี่จะมีบริการวันละ 6 เที่ยว (แบบไป-กลับ) สำหรับส่งนักท่องเที่ยวจากสถานี TEMIYA ไปยังโรงเก็บรถไฟ
เสร็จจากนั่งรถไฟหัวจักรไอน้ำ เป็นการนั่งรถไฟที่สั้นใช้เวลาน้อยที่สุดเท่าที่เคยนั่งรถไฟมา
แบบว่าฟังเพลงยังไปจบก็หมดรอบแล้ว 55555  แต่ก็ได้บรรยากาศอยู่นะครับ..
..
อีกหนึงวิธีในการเที่ยวชมเมืองโอตารุ คือเจ้าสิ่งนี้ครับ ไม่รู้เรียกว่าอะไรน่าจะเป็นรถลาก เพราะจะมีคนลากพาเที่ยว
คลองโอตารุ สร้างในปี ค.ศ. 1923 โดยขุดเข้ามาจาก ชายฝั่งเล็กน้อยแล้วหักเลี้ยวขนานไปกับชายฝั่ง
เดิมเป็นคลองที่ใช้ในการเทียบเรือและขนสินค้าขึ้นลงจากโกดัง
ปัจจุบันโกดังเหล่านี้ก็ได้รับการดัดแปลงให้กลายเป็นร้านค้า ร้านอาหาร สำหรับนักท่องเที่ยว
ส่วนมุมที่ใคร ๆ ก็ไปถ่ายรูปกันก็มักจะเป็นทางเดินรอบคลองที่มีโกดังสวย ๆ เหล่านี้เป็นฉากหลังแต่ถ้าจะให้สวยและได้บรรยากาศ ก็แนะนำให้มาเดินเล่นช่วงเย็นๆ
ผมก็เช่นกันไม่พลาดที่จะรอ แต่ตอนนี้ยังพอมีเวลา ก็เดินเล่นไปเรื่อยๆแถวๆคลอง และหาอะไรกินรองท้อง
(วันนี้ยังไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เช้า)
เพียงแค่เดินทาฝั่งตรงข้ามก็มีร้านค้าร้านอาหารไว้บริการ อีกอย่างเมืองโอตารุเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อของ “ซาซึมิ”
และมีร้านอาหารเยอะมาก ไม่น่าเชื่อว่าเมืองเล็กๆแบบนี้ร้านอาหารจะเยอะไปไหน
ส่วนซาซึมิที่ว่าขึ้นชื่อของเมืองนี้ ผมอย่างหวังว่าจะได้กิน อีกอย่างก็ไม่ค่อยชอบเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว
(ตังไม่มีด้วย) 5555555
เบียร์เย็นๆสักขวด (ไม่รู้เบียร์อะไร) กับไก่ทอนขึ้นชื่อ 5 ชิ้น(หรือเปล่า) แค่นี้ก็มีแรงอยู่ต่อถึงพรุ่งนี้เช้าแล้ว
แถมกินไม่หมดด้วย เสียดายเก็บใส่กระเป๋า เอาไว้มาใส่ต้มมาม่าตอนดึก
นี่แหละครับอีกหนึ่งไฮไลท์ของที่นี้ คลองโอตารุในยามเย็น ถ้ามาเที่ยวช่วงหิมะตก
ที่นี่ก็จะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ ดูแล้วก็ได้บรรยากาศโรแมนติกไปอีกแบบ เป็นอีกเมืองที่ไม่ได้ตั้งใจจะมา
แต่ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ทั้งอากาศที่เย็นสบาย เมืองที่ดูคลาสสิคชวนหลงไหล

การเดินทาง: จากสถานี JR Otaru ให้ข้ามถนนแล้วเดินตรงไป เรื่อย ๆประมาณ 700 เมตร จะถึงคลองโดยไม่ต้องเลี้ยวไปไหน
ผมมาก็ไม่รู้เดินเล่นตรงมาเรื่อยๆก็เจอ
อย่าเที่ยวจนเพลินจนลืมดูเวลาด้วยนะครับ เดี๋ยวจะไม่ทันรถไฟเหมือนผม
เกือบตกรถไฟได้นอนที่สถานีแล้วไง โชคดีที่มาทันขบวนสุดท้ายก็ขอปิดทริปวันที่ 3 ไว้ที่เมืองโอตารุ ส่วนอีกวันที่เหลือจะไปที่ไหน คอยติดตามชมในตอนต่อไปครับ

สำหรับตอนแรกสะพายเป้ลุยเดี่ยว เที่ยวฮอกไกโด ขอปิดท้ายไว้ที่เมืองโอตารุ
สำหรับสถานที่ที่เหลือ จะมารีวิวให้ชมกันในตอนที่2 นะครับ


..
ขอบคุณทุกท่านที่เข้าเยี่ยมชม กด Like กดโหวต ให้กำลังใจ
แล้วเจอกันตอนต่อไปเร็วๆนี้ กับทริป
สะพายเป้ลุยเดี่ยวเที่ยว “ฮอกไกโด” ในวันที่ใบไม้เปลี่ยนสี

สามารถอัพเดทติดตามเรื่องราวการเดินทางของผม ได้ทาง Fanpage อีกช่องทางตามด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/saphipae/

ใส่ความเห็น