เที่ยว “ส ตู ล – ลั ง ก า วี” ใกล้แค่นี้เอง

สวัสดีครับ กลับมาออีกครั้งกับรีวิวท่องเที่ยวของผม ครั้งนี้จะพาข้ามชายแดนไปไม่ใกล ลังกาวี บ้านพี่เมืองน้องของเรานี้เอง
รวมไปถึงแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดสตูล กับเส้นทางท่องเที่ยวที่ไม่ใกลกันนัก นักท่องเที่ยวสามารถไปแบบเช้าเย็นกลับได้
แต่ครั้งนี้ผมจะพาไปเที่ยวลังกาวีแบบค้าง 1 คืน แล้วค่อยกลับบ้านเรามาเที่ยวที่จังหวัดสตูล
มีที่ไหนบ้าง สะพายเป้ตามไปพร้อมกันเลยครับ

การเดินทางครั้งนี้เราใช้บริการของสายการบินนกแอร์จากดอนเมือง เที่ยวบิน DD 7102 เวลา 06.00 น.
แน่นอนจะต้องมาเช็คอินก่อนเวลา 40 นาที คงไม่ต้องบอกเลยว่าต้องตื่นตอนไหน ไม่เป็นไรเราไปงีบบนเครื่องได้
และการเดินทางไปยังลังกาวัในครั้งนี้ เส้นทางที่สดวกที่สุดคือบินตรงมาลงที่หาดใหญ่ จ.สงขลา
โดยสายการบินนกแอร์จะมีบริการ อยู่หลายเที่ยวบิน สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
http://www.nokair.com/

งีบหลับบนเครื่องได้ไม่นานเราก็มาถึงสนามบินหาดใหญ่ รับกระเป๋าเสร็จ ก็มีเจ้าหน้าที่ ททท. มารับ
แน่นอนบินมาถึงเช้าแบบนี้ ก็ต้องหาอะไรทานซิครับ และมาเยือนใต้ทั้งทีถ้าไม่มากินติมซำ “ถือว่าผิด”
จะรีรออะไรก็ไปกันซิครับ…พิกัดของเราคือร้านนี้ครับ “โชคดีแต่เตี้ยม สาขา 2″

“โชคดีแต่เตี๊ยม” คำว่าแต่เตี๊ยมก็คือติ่มซำนั่นเอง นอกจากติ่มซำแล้วถ้ามาร้านนี้อีกอย่างที่ไม่ควรพลาดคือ “บักกุเต๋”
ที่เสรีฟร้อนๆ พร้อมควัญอันหอมกรุ่นชวนรัปประทาน แต่ก่อนจะได้ส่งอาหาร มาเช้าๆแบบนี้ก็ต้องแย่งที่นั่งให้ได้ก่อนนะครับ
ขอบอกว่าคนเยอะจริงๆ ได้โต๊ะแล้วก็จำเลขโต๊ะไว้ แล้วค่อยไปสังอาหาร รอแป๊บเดียวติ่มซำร้อนๆ ก็มาส่งตรงหน้า

อิ่มท้องมื้อเช้าก็ได้เวลามุ่งหน้าสู่เกาะลังกาวี แต่วันนี้ผิดแผนไปหน่อย จากเดิมเราจะต้องไปขึ้นเรือที่ท่าเทียบเรือตำมะลัง
แต่วันด้งกล่าวเป็นช่วงถือศิลอดของศาสนาอิศลาม ทำให้เรือจากวันละ 3 เที่ยว เหลือเพียง 2 เที่ยวต่อวัน
(อันนี้ จขกท ก็ไม่ทราบเหมือนกัน)โดยเที่ยวแรกจะเริม 9 โมงครึ่ง และ บ่าย 3 โมงครึ่ง
ดูเวลาแล้วรอบ 9 ดฃโมงครึ่งไม่ทันแน่นอน ถ้าจะรอรอบบ่าย 3 คงจะเสียเวลามาก จึงต้องเปลี่ยนแผนไปขึ้นที่ท่าเรือ
Kuala Perlis ในรัฐเคดาห์ ปะเทศมาเลเซีย โดยใช้ช่องทางด่านสะเดาในการผ่านแดน
ก็เป็นอีกเส้นทางเลือกที่ไม่ยากอีกเส้นทางในการไปเกาะลังกาวี

หลังจากผ่านแดนที่ช่องสะเดานั่งรถมาไม่นานเราก็มาถึงท่าเรือ Kuala Perlis
จัดการซื้อตั๋วมุ่งหน้าไปยังเกาะลังกาวีในราคาคนละ 18 ริงกิต
ก็ตกประมาณ 180 บาท ขึ้นอยู่ที่ค่าเงินในตอนนั้น บวกลบห่างกันไม่มาก

เรือที่ไปเกาะลังกาวีจะเป็นเรือเฟอรารี่ ลำใหญ่นั่งสบาย ใช้เวลาเพียงชั่วโมงนิดๆ ก็ถึง

นั้งเรือมาไม่ถึง 2 ชั่วโมงเราก็มาถึงท่าเรือบนเกาะลังกาวี เช็คกระเป๋าเรียบร้อยดก็เดินออกมาที่ท่ารถ
เกาะที่นี่เป็นเกาะเล็กๆ การเดินทางส่วนใหญ่ก็จะเป็นรถแทคซี่ ส่วนใหญ่จะเป็นแบบเหมาจ่าย
ขึ้นอยู่กับระยะทาง ราคาถือว่าไมแพงมาก  แต่ครั้งนี้โชคดีมีทีมงานมารอรับ
เรามาถึงท่าเรือก็เที่ยงกว่าแล้ว พึ่งจะกินติ่มซำมาไม่นานก็เริ่มหิวอีกแล้ว จะมัวช้าอยู่ใย พิกัดหน้าขอหาอะไรใส่ท้องก่อนละกัน

มื้อแรกบนเกาะลักกาวี วันนี้เรามาที่ร้าน นาโกยา (อย่างทีบอกตอนแรก เราเดินทางมาช่วงถือศิลอด ร้านค้า ร้านอาหารส่วนใหญ่จะปิด)
ร้านนาโกยา เป็นร้านอาหารไทยนะครับ อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นร้านอาหารเกาหลี หรือญี่ปุ่น เป็นหนึ่งไม่กี่ร้านที่ยังเปิดในช่วงถือซิลอด
(เราเลยไม่อด)

ร้านอาหารที่นี่เป็นอาหารไทย ถึงแม้หน้าตาอาจจะไม่คล้ายเท่าไหร่ แต่รวชาตถือว่าเป็นกลาง ไม่เผ็ดมากเหมือนที่บ้านเรา
ถ้าใครชอบกินเผ็ดก็ขอพริกเติมได้ …มาดูหน้าตาอาหารกัน

เสร็จจากร้านนาโกยา ก็เข้าเช็คอินเข้าที่พักก่อน เก็บของ ล้างหน้าล้างตา ค่อยออกเดินทางเที่ยวบนเกาะลังกาวี
คืนนี้เราเชคอินที่ “อาเดียย” เป็นโรงแรมเปิดใหม่ระดับ 4 ดาว ติดกับทะเล

วิวที่ระเบียงห้องพัก มองออกไปเห็นทะเล .. ชิวเลย

เชคอินเรียบร้อย ก็เข้าสู่โปรแกรมท่องเที่ยว โดยจุดหมายปลายทางของเราอยู่ที่ Cable Car
จุดท่องเที่ยวที่โดดเดนอีกกแหงบนเกาะลังกาวี
แต่อย่าเข้าใจผิดว่าเราจะนั่งเรือในภาพไปนะครับ….อิอิอิ
ภาพนี้เราแวะเข้าห้องน้ำที่ปั้ม .. ดูขนาดเข้าปั้สยังมีวิวให้เก็ยภาพอีกนะเนี่ย
มาถึงแล้ว Oriental Village จุดให้บริการ Cabel car ขึ้นสู่ยอดเขามัต ชิงชัง ที่เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดบนเกาะลังกาวี
ความสูงประมาณ 710 เมตรจากระดับน้ำทะเล
ภายในหมู่บ้าน โอเรียลเต็ลวิลเลจศูนย์จำหน่ายสินค้า พื้นเมือง และของที่ระลึกต่างๆ รวมไปถึงเครื่องเล่น และ Sky Dome
ลักษณะภายในหมู่บ้านตกแต่งบรรยากาศแบบตะวันออก
มีร้านค้า ร้านจำหน้ายสินค้าต่างๆมากมาย ไว้ซื้อติดไม้ติดมือกลับเป็นที่ระลึก

เครื่องเล่นบริเวณสระน้ำ ที่รายล้อมไปด้วยร้านค้าต่างๆ

หลังจากเดินชมภายในหมู่บ้านเรียบร้อย ก็ได้เวลาเดินทางสู่ยอดเขามะ ชิงชัง โดยการนั่งกระเช้าเคเบิ้ลคาร์
การนั่งกระเช้ามีอยู่ 2 ช่วง ด้วยระยะทาง 2.2 ก.ม.  ใช้เวลาไม่มากนัก
แต่เอาเข้าจริงๆ นักท่องเที่ยวเยอะก็ต้องต่อคิวกันนานหน่อย

ค่านั่งกระเช้าผูใหญ่ 30 RM / เด็ก 20 RM
เปิดบริการจันทร์-พฤหัสบดี  10.00 – 18.00
เฉพาะวันพุธ 12.00 – 18.00
วันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ 9.30 – 19.00

บนยอดเขายอดเขามะ ชิงชัง นั้นจะมีจุดชมวิวที่สามารถชมทัศนียภาพได้อย่างกว้างไกล
สามารถชมวิวได้ทั่วทั้งเกาะลังกาวี ท้องทะเลอันดามัน และมองเห็นหมู่เกาะตะรุเตาของประเทศไทย
แต่วันนี้ท้องฟ้าไม่เป็นใจ ไม่สามารถมองเห็นได้ แต่แค่วิวบนยอดเขาที่มองออกไปเห็นเทือกเขาต่างๆ
หมู่เกาะน้อยใหญ่ บริเวณใกล้เคียงก็สวยแล้วครับ

อากาศด้านบนเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ก่อนขึ้นสุดจะร้อน แต่พอมาถึงด้านบนอากาศเย็นๆ
เดี๋ยวฟ้าเปิด เดี๋ยวหมอกมา เป็นเรื่องธรรมดาของธรรมชาติ เดินถ่ายรูปอยู่ด้านบนสักพัก ก็ได้เวลากลับกัน
มุมมองจากกระเช้า มองลงไปด้านล้างขาลง …เสียวใช่ได้เลย

ภาพนี้ถ่ายบนกระเช้าครับ  จะเห็นสะพายทอดยาวเชื่อมระหว่างภูเขาสองลูกสวยงาม มาก

ลงมาถึงด้านล่างก็ตกเย็นพอดี นั่งรถกลับเข้าเมืองมาไม่นาน ก็หาอะไรทานก่อนเข้าที่พัก
อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่แรกว่าเราเดินทางมาช่วงศิลอด ทำให้ร้านอาหารเปิดไม่กี่ร้าน
นั่งรถวนไปมา 2 รอบก็มาตกลงใจที่ร้านนี้ เห็นมีคนเยอะดี แต่ก็ต้องรอโต๊ะนานทีเดียว กว่าจะมีที่นั่ง
หลังจากแย่งชิงโต๊ะที่นั่งกันได้แล้ว ก็จัดการสั่งอาหาร ต้องบอกว่าร้านนี้คนเยอะมาก ก็ต้องทนหิวกันหน่อย
แต่พออาหารมาเสริฟ ทำให้ไม่ผิดหวังที่รอคอยนาน
รสชาตอาหารอร่อนถูกปากมาก ไม่ใช่ว่าหิวนะ ปกติผมไม่ค่อยจะอวยร้านอาหารเท่าไหร่
แต่ถ้าใครมาเกาะลังกาวี แนะนำร้านนี้เลยครับ ไม่ผิดหวังแน่นอน
อีกอย่างเจ้าของร้านผู้หญิงเป็นคนไทยด้วย พูดคุย สั่งอาหารรู้เรื่อง
“วันที่ 2” หลังจากที่ทานอาหารเช้าเสร็จจากโรงแรม โปรแกรมวันนี้เราจะไปยัง “อุทยานแห่งชาติคิลิม” เพื่อไปตามหาเจ้านกอินทรี
ซึ้งมาถึงเกาะลังกาวสีแล้ว ก็ต้องมาดูนกประจำถิ่นของที่นี่ การเดินทางเราจะต้องนั่งเรือเขช้าไปภายในอุทยาน
ค่าเข้าชมเขาจะคิดเป็นลำ โดยลำหนุ่งก็นั่งได้ 8-10 คน ตกชั่วโมงละ 250 RM โดยประมาณ
นั่งเรือมาได้สักพักคนเรือก็พอเรามาจอดลอยลำนิ่งอยู่กลางลำคลองเพื่อชมฝูงนกอินทรี
ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลักของที่นี่เมื่อมาเยือน  และก็ไม่ผิดหวังจริงๆ กับฝูงนกอินทรีที่บินโฉบเฉี่ยวกินหยืออยู่ตรงหน้า

หลังจากตื่นตาตื่นใจก็ฝูงเหยี่ยว เรือก็พาเรามายังกระชังปลาที่อยู่ภายในอุทยาน
ซึ่งจุดเด่นของกระชีงปลาที่นี่คงจะเป็นเจ้าปลาเสือที่พ้นน้ำนี่แหละครับ อถมยังดุอีกต่างหาก
เพียงแค่เอาขนมปังแตะไว้ที่ปลายนิ้วมื้อ เจ้าปลาเสือกระโดนกินทันที แถมพ้นน้ำใสขนมปังที่วางไว้ด้านบนได้แม่นมาก

จากนั้นเราก็เดินทางต่อมายัง สุสานพระนางมัสสุหรี ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่นางมัสสุหรี บนเกาะลังกาวี ที่เธอเธอถูกกล่าวหาว่านอกใจ เลยถูกประหารชีวิตและเธอได้สาบแช่งเกาะนี้ไว้หากนางเป็นผู้บริสุทธิ์ มันผู้ใดที่อยู่บนเกาะลังกาวีจงประสบทุกข์เข็ญนานตราบ 7 ชั่วอายุคน จนถึงปัจจุบันนี้ได้มีการแก้คำสาปไปแล้ว

ภายในสุสานพระนางมัสสุหรี ยังมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธที่ชาวมาเลเซียเชื่อว่า ถ้านำมาล้างหน้าแล้วจะพบกับความโชคดี

หลุมฝังศพของพระนางมัสสุหรีที่หมู่บ้าน Kampung Mawat บริเวณสุสานมีสิ่งของเครื่องใช้ทางวัฒนธรรมหลายอย่าง
เป็นสถานที่ที่มีผู้คนมาขอพรเป็๋นจำนวนมาก ถ้าใครขอพรได้สำเร็จก็จะมาแก้บนด้วยกล้วยน้ำหว้า

ได้เวลาอำลาเกาะลังกาวี ขากลับเรามาลงที่ถ้าเรือเดิม แต่จะกลับอีกเส้นทาง โดยจะไปขึ้นฝั่งไทยที่ท่าเรือตำมะลัง

กลับถึงเมืองไทยโดยสว้สดิภาพ ที่ท่าเรือตำมะลัง

มาถึงสตูลก็ต้องหาโรตี ชาชขักทานกันหน่อย ที่ร้านโรตีน้ำยา กับ ชาชักเยอร์ ก่อนจะเข้าโรงวแรมพักผ่อนลุยต่อในวันรุ่งขึ้น

วันที่ 3 โปรแกรมเช้าวันนี้เราจะมาเที่ยวชมถ้ำภูผาเพชร ถ่ำที่ใหญ๋ที่สุดในไทย เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ตั้งอยู่ในต.ปาล์มพัฒนา  อ.มะนัง  จ.สตูล  เนื้อที่ภายในถ้ำกว่า 50 ไร่  กว้างใหญ่มโหฬาร ธรรมชาติได้รังสรรค์ความสวยงามไว้อย่างอัศจรรย์  ซึ่งเกิดจากหยดน้ำภายในถ้ำ ทำให้เกิดหินงอกหินย้อย  มีมานานมากกว่าร้อยล้านปี  ตั้งแต่ยุคเพอร์เมียน  Permian Period  เมื่อปี พ.ศ. 2541 นักโบราณคดีของสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์แห่งชาติที่ 10  จังหวัดสงขลา  ได้เข้าสำรวจบริเวณถ้ำ  ตามคำเล่าของพระธุดงด์นามว่า  “หลวงตาแผลง”  ที่ได้ค้นพบถ้ำแห่งนี้   หลักฐานนักโบราณคดีได้ทำการสำรวจและได้สันนิษบานว่า ถ้ำภูผาเพชรแห่งนี้น่าจะเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ประมาณ 3000 ปี  มาแล้ว ซึ่งได้พบหลักฐานทางโบราณคดี  กระดูกมนุษย์ยุคโบราณส่วนกระโหลกศรีษะ   พบเศษภาชนะดินเผาเคลือบลายเชือกทาบ  ที่ก้นภาชนะมีเปลือกหอยยึดเกาะ  หลังจากน้นก็ได้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ชื่อเสียงตลอดมา

ที่มา http://www.inlovesatuntrang.com/

บัตรเข้าชมจะแบ่งเป็น 3 ประเภทคือ ชั้นประถม /มัธยม นักศึกษา / และประชาชนทั่วไป
สอบถามเพิ่มเติม ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว  โทร. 074-720 314  ต่อ  11
ทางเดินขึ้นจะเป็นบันใดใต่ไปบนภูเขาไม่ใกลมากนัก เดินไม่ถึง 20 นาทีก็ถึงปากถ้ำ
คุณลุงนิล เป็นไกด์พาเราเข้าเที่ยวชมถ้ำในครั้งนี้ แถมเป็นคนแรกที่เปิดปากถ้ำ โดยใช้ขวานคู่ใจด้ามนี้
ถ้ำภูผาเพชร เป็นถ้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และใหญ่ติดอันดับ 4  ของโลก  เนื้อที่กว้างขวางมโหฬารตระการตามาก  เพดานถ้ำสูงโปร่ง  ความงามของหินงอกหินย้อยที่มีหยดน้ำเกาะอยู่  เมื่อกระทบกับแสงไฟจะมีประกายวาวเหมือนเพชร  ภายในถ้ำจัดสรรแบ่งเป็นห้องต่างๆ  20 ห้อง   มีไฟส่องสว่างตามทางเดิน มีการตั้งชื่อแต่ละห้องตามลักษณะของธรณีสัณฐานที่พบเห็น   เช่น ห้องม่านเพชร  มีลักษณะคล้านผ้าม่านแขวนเป็นหลืบซ้อนกัน ห้องพญานาค  มีหินงอกต่อตัวกันคล้ายงูใหญ่หรือพญานาค ห้องปะการัง มีหินงอกหินย้อย คล้ายประการังในทะเล
ถ้ำภูผาเพชร เปิดให้เข้าชมทุกวัน  เวลา 08.30 –  15.30  น. วันหยุดเทศกาลปิด 16.00 น.

ที่มา http://www.inlovesatuntrang.com/

หลังจากเดินเที่ยวในถ้ำ เพลิดเพลินกับหินงอกหินย้อจนลืมดูเวลาส เผลออีกทีก็เกือบเที่ยงแล้ว
ก็ต้องมาฝากท้องมื้อเที่ยงที่ร้านนี้ครับ

โปรแกรมบ่ายวันนี้หลังจากทานมื้อเที่ยงเส็จเราก็ตรงมาที่นี่ครับ “สันมังกร” โดยมาลงเรือที่ท่าเรือบ้านกลางตันหยงโป

“สันมังกร” หรือทะเลแหวกกลางท้องทะเลสตูล ความมหัศจรรย์กลางท้องทะเลซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อยามน้ำทะเลลด เ
มื่อนั้นจึงจะมองเห็นสันทรายกลางทะเลเวิ้งว้างเชื่อมระหว่างเกาะหัวมันกับเกาะสาม มีความยาวเกือบ 3 กิโลเมตร
น่าจะเป็นทะเลแหวกที่ยามที่สุดของประเทศไทยเลยก็ว่าที่ ที่ทะเลปหวกสันหลังมังกร

เย็นนี้ผมได้มีโอกาศได้มาเที่ยวชมงาน สตูลอิดิ้ลฟิตรี โอเพนเฮาส์ ซึ้เงจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2
ซึ่งในวันสำคัญทางศาสนาอิสลาม จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นที่มีมาแต่โบราณ
ภายในงานมีการแสดง แสงสี เสียง มากมาย แถมอาหารที่จัดภายในงานนี้ กินฟรีทั้งหมด ผมเลยต้องมาฝากท้องมื้อเย็นที่งานนี้ครับ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสตูล (คฤหาสน์กูเด็น)  สร้างขึ้นโดยพระยาภูมินารถภักดี หรือตวนกูบาฮารุตดิน บินตำมะหง เจ้าเมืองในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  เป็นสถาปัตยกรรมยุโรปแบบโคโรเนียล สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวคราวเสด็จปักษ์ใต้ แต่มิได้ประทับแรม ต่อมาจึงใช้เป็นบ้านพักและศาลาว่าการเมืองสตูล จนกระทั่งในสงครามโลกครั้งที่ 2

เวลาเปิด-ปิด : พิพิธภัณฑ์เปิดทุกวันพุธ-วันอาทิตย์ ปิดวันจันทร์-วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-16.00 น.
อัตราค่าเข้าชม : ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 50 บาท

แต่วันที่เราเดินทางมาตรงกับวันจัทร์ เป็นวันที่พิพิธภันณปิด เลยไม่ได้เข้าไปเที่ยวชมด้านในตัวอาคาร

จากนั้นพวกเราเดินทางมาที่ อุทยานธรณี สตูล (พิพิธภัณฑ์ช้างดึกดำบรรพ์)
ตั้งอยู่ที่องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งหว้า ที่มีชิ้นส่วนของกระดูกสันหลังและฟันกรามของแรด ชิ้นส่วนของขวานหินคันโบราณอายุกว่า 5 พันปี และที่สำคัญมีการค้นพบหลักฐานชิ้นสำคัญของช้างสเตโคดอน ที่สูญพันธุ์ไปแล้วหลายพันล้านปี ซึ่งการค้นพบช้างสเตโคดอนในพื้นที่จังหวัดสตูลถือว่าเป็นการค้นพบซาก ดึกดำบรรพ์เป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในพื้นที่ภาคใต้
นายกนายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งหว้า มาให้การต้อนรับ พร้อมกับอธิบายข้อมูลต่างๆในพิพิธภัณฑ์
ฟอสซิลช้างสเตโกดอน อายุ 1.8 ล้านปี ช้างเอลลิฟาส 1.1 ล้านปี เขี้ยวและฟันกรามแรดโบราณสกุลคิโลธิเรียม และเกนดาธิเรียมฯลฯ ที่พิพิธภัณฑ์ช้างดึกดำบรรพ์ทุ่งหว้า จังหวัดสตูล
ก่อนเดินทางต่อไปยังถ้ำเลสเตโกดอน แหล่งค้นพบฟอสซิลช้างสเตโกดอน และล่องเรือชมความงามภายในถ้ำ
ก็ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับนายกนายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งหว้า
ดินทางไม่นานเราก็มาถึงจุดลงเรือคายัคเพื่อเข้าไปยังถ้ำ สถานที่ท่องเที่ยวใหม่ของจังหวัดสตูล ลักษณะเป็นถ้ำลอดมีน้ำไหลผ่าน ความยาประมาณ 4 กิโลเมตร
ปากถ้ำเลสเตโกดอน จุดที่พสกเราจะต้องพายเรือเข้าำแกัน สังเกตุก้อนหินด้วยซ้าย ดูครั่ายๆช้างกำลังลงมากินน้ำเลย
การเดินทางถ้ำเลสเตโกดอน ตั้งอยู่ที่ บ้านคีรีวง ต.ทุ่งหว้า อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล ในปี 2557 ก็เริ่มมีการปรับปรุงพื้นที่บริเวณถ้ำ เพื่อเปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยเดินทางใช้เส้นทางหมายเลข 416 จากอำเภอทุ่งหว้าไปประมาณ 10 กิโลเมตร มีป้ายบอกทางเข้าเลี้ยวซ้ายไปในสวนยางพาราอีก 100 เมตร
และการที่จะเข้าไปเที่ยวชมภายในถ้ำทุกครั้ง จะต้องมีเจ้าหน้าที่นำพาเข้าไป
โดยจะต้องสวมเสื้อชูชีพและหมวกนิรภัยทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัย
โดยสามารถใช้บริการนำเที่ยวถ้ำเลสเตโกดอน ของกลุ่มชาวบ้านนำเที่ยวด้วยเรือคายัคและเรือยาง ชาวบ้านมีไฟฉายบริการให้
และและอุปกร์ป้องกันให้ (เสื้อชูชีพ หมวกนิรภัย)  การล่องเรือชมถ้ำใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง

สามารถติดต่อสอบถาม ได้ที่0848585100 คุณจุก 091-034-5989 นายก อบต.ทุ่งหว้า

“ถ้ำเลสเตโกดอน” เดิมชื่อถ้ำวังกล้วย เป็นถ้ำหินปูนมีลักษณะเป็นอุโมงค์ใหญ่ทอดยาวในแนวระดับ
อยู่ในเทือกเขาหินปูนที่ทอดยาวในแนวเหนือ-ใต้
จากเขาหญ้าระทางตอนเหนือต่อเนื่องลงมาตอนใต้ผ่านเขาวังกล้วยลงไป มีทางเข้าออก 3 ทาง อยู่ทางด้านตะวันออกของเทือกเขา 2 แห่ง
และอยู่ทางด้านตะวันตกของเทือกเขา 1 แห่ง จากปากถ้ำทั้งสาม มีอุโมงค์ถ้ำยาวไปบรรจบกัน
มีทางน้ำไหลจาพื้นที่ด้านตะวันออกเข้าไปในปากถ้ำทั้ง 2 และไหลไปบรรจบรวมกันผ่านอุโมงค์เดียวกันไปออกที่ปากถ้ำทางด้านตะวันตก
เป็นระยะทาง 4 กิโลเมตร แล้วไหลลงคลองหญ้าระ ผ่านผืนป่าชายเลนไปออกทะเลอันดามัน
การค้นพบซากดึกดำบรรพ์ภายในถ้ำ เกิดจากชาวบ้านจำนวนหนึ่งได้เดินทางเข้าไปในถ้ำเพื่อจับกุ้ง
และได้พบกับซากดึกดำบรรพ์ชิ้นหนึ่ง ต่อมาได้ส่งมอบให้กับอำเภอทุ่งหว้า โดยนำไปเก็บไว้ที่สถานีตำรวจภูธรทุ่งหว้า
พบว่า ซากดึกดำบรรพ์ดังกล่าวเป็นซากกระดูกขากรรไกรพร้อมฟันกรามของช้างดึกดำบรรพ์สกุลสเตโกดอน
ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงสมัยไพลสโตซีน (ประมาณ 1.8 ล้านปีก่อน)
ต่อมาจึงได้เรียกขานถ้ำนี้ว่า “ถ้ำเลสเตโกดอน”
การพายเรือเที่ยวภายในถ้ำทางเจ้าหน้าที่จะมีคนคอยพายให้เรา
โดยเรือแต่ละลำจะรับนักท่องเที่ยวได้ลำละ 2 คน รวมคนพายอีก 1 คน
และมีไฟฉายให้ลำละอัน แนะนำว่าถ้ามาเที่ยวถ้ำ ควรพกไฟฉายติดมาด้วย
เพราะตลอดระยฃะเวลาเที่ยวภายในถ้ำ กว่า 4 กิโลเมตร ภายในจะมืดมาก
ช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ เราก็อกมาถึงปลายถ้ำอีกทาง โดยสองข้างทางเป็นป่าชายเลน พายมาไม่นานนักก็จะมีเรือเจ้าหน้าที่นำเรือหางยาวมารอรับต่อ
เพื่อไปยังท้าเรือ ถือได้ว่าการล่องเรือชมถ้ำเลสเตโกดอน ครั้งนี้สนุกมากครับ ทั่งความตื่นเต็น และความสวยงามของหินงอก-หินย้อย
ใครที่มีฌอกาศมาเที่ยวสตูล ก็ลองดวะมาเที่ยวชมที่นี่ได้
ได้เลาเดินทางกลับ อำลาสตูล
ขอจบทริปสตูล-ลังกาวี ไว้เพียงเท่านี้
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชม
ขอบคุณ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (กองตลาดภาคใต้) ที่เชิญไปเปิดประสบการณ์ใหม่ๆในครั้งนี้
แล้วทริปหน้าจะนำรีวิวมาฝากอีกครับ

อีกหนึ่งพื้นที่การเดินทางของผมติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/saphipae

ใส่ความเห็น