สะพายเป้ลุยเดี่ยว เที่ยว “คามาร่อนไฮแลนด์” (มาเลเซีย)

ต้องขอเกริ่นก่อนว่าทริปนี้เป็นการเดินทางออกต่างประเทศคนเดียวเป็นครั้งแรกของผม และที่สำคัญเรื่องภาษาไม่ต้องพูดถึง คะแนนเต็ม10 ก็คงติดลบ10 แบบว่าแทบจะไม่ได้เลย แย่เอามาก … แถมการเดินทางครั้งนี้ตัดสินใจจองตั๋วก่อนเดินทางแค่ 3 วัน แทบจะไม่มีเวลาหาข้อมูลอะไรเลย และรู้จักที่นี่เป็นครั้งแรก เปิดดูรีวิวในพันทิปคร่าวๆ ส่วนใหญ่แหล่งท่องเที่ยวก็จะเป็นไร่ชา บนที่ราบสูง มีอากาศเย็นเกือบทั้งปี

คงจะสงสัยกันใช่ใหมว่าทำไมจู่ๆ ถึงตัดสินใจไปที่นี่กระทันหัน … สืบเนื่องจากผมได้รับการติดต่อจาก Airbnb (https://th.airbnb.com/) ให้เดินทางไปเที่ยวมาเลเซีย โดยสนับสนุนเกี่ยวกับที่พัก (แหมของฟรีแบบนี้เข้าทางเลย)  แต่จะไปที่ไหนนะซิ ผมเคยไปเมเลเซียมาแล้ว 2 ครั้ง(แบบหมู่คณะ) ครั้งแรกที่เกาะบอเนียว ครังที่สองที่เกาะลังกาวี เลยไม่อยากไปที่เดิม แล้วก็มีพี่ที่รู้จักแนะนำว่าลองไปที่นี่ซิ (คาเมร่อนไฮแลนด์) โอ้….มันมีด้วยหรอ พึ่งเคยได้ยินชื่อครั้งแรก  ว่าแล้วก็เข้าไปถามอากู๋ ดูรูป หาขู้อมูลแบบเร่งด่วน
เพราะมีเวลาเที่ยวแค่อาทิตย์นี้ที่ยังว่าง …. การเดินทางทริปนี้ก็เกินขึ้น (แบบกระทันหัน)

 

“สะพายเป้ ลุยเดี่ยว เที่ยวต่างแดน”
https://www.facebook.com/saphipae/center]
การเดินทางของผมเริ่มต้นจากสนามบินดอนเมืองบินตรงไปยัง KL (กัวลาลัมเปอร์)
โดยเจ้าหางแดง อย่างที่บอกไว้ด้านบนทริปนี้จองตั๋วก่อนเดินทาง 3 วัน ทำให้พลาดในการจองเที่ยวแรก (7.05 น.)
มาได้รอบ 8.25 น. ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมงก็จริง แต่ดันลืมไปว่าเวลาที่เมเลเซียเร็วกว่าเวลาไทย 1 ชั่วโมง
ทำให้ไปถึงสนามบินตอนนั้นก็เป็นเวลา 11. 45 น.

..
เอาแล้วไงยังไม่ถึงไหนก็งานเข้าเลย จะเที่ยงแล้วยังไม่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง รับกระเป๋า
ไหนจะต้องเดินทางเข้าเมืองเพื่อไปหารถต่อไปยังคาเมล่อนอีก วันนี้จะถึงที่หมายปลายทางหรือเปล่า ..??
ใช้เวลา 2 ชั่วโมงนิดๆ ก็มาถึงสนามบิน KL2
หรือสามารถบินตรงไปยังปีนัง แล้วนั่งรถต่อไปยังคาเมร่อน ก็สดวกเช่นกัน
หรือสามารถนั้งรถตู้จากหาดใหญ่ไปปีนัง จากนั้นต่อรถบัสก็ได้
(พึ่งจะมาทราบข้อมูลทีหลัง)
ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง รับกระเป๋าเป็นที่เรียบร้อย ก็ต้องรีบเข้าเมืองโดยมีด้วยกันสองวิธีคือรถไฟ กับรถบัส
เพื่อไปยัง Puduraya Bus Terminal ที่ที่เราจะเปลี่ยนรถไปยังคาเมร่อน
เกิดความลังเลนิดหน่อย ตัดสินใจไปบัสบัสอาจจะช้ากว่ากันนิดหน่อย แต่ก็ชัวร์
ถ้าไปรถไฟไม่รู้จะไปลงสถานีไหน หรือลงถูกก็ไม่รู้จะต่อรถอะไรไป Puduraya Bus Terminalสรุปนั่งรถบัสไปครับ วนไปวนมาหาทางลง ดูจากรูปที่ป้ายก็มาถึงโดยจะอยู่ที่ชั้นล่าง ซื้อตั๋วในราคา 10 RM
“หมอกจางๆ หรือควัน”
แหม พอมาถึงก็พึ่งจะรู้ข่าวว่ามาเลเซียโดนผมกระทบของหมอกควันไฟ จากอินโดนีเซีย
เหอะๆๆๆ..มาถึงแล้วนิ กลับตัวก็ไม่ทันแล้วววววว
ใช้เวลานั่งรถจากสนามบินมาประมาณ 1 ชั่วโมงก็มาถึงสถานี Puduraya ภายในเมืองกัวลาลัมเปอร์
อารมณ์ก็ประมาณท่ารถ หรือสถานีขนส่งบ้านเรา แต่จะดูเล็กกว่า
ลงรถมาก็งงอยู่สักพัก หาอะไรรองท้องก่อน จากนั้นก็เดินหาช่องขายตั๋ว
..
..
Cameron Highlands ??….. Cameron Highlands ?? …. Cameron Highlands ??
(ออกสำเนียงอังกฤษๆ หน่อย) ตามที่ขายตั๋ว ทุกทีตอบ NO..No..NO.. พร้อมกับส่ายหัว
ก็คิดว่าน่าจะชี้บอกหน่อยว่าไปช่องไหน
เอาแล้วซิ!!!… มาถูกหรือเปล่า อารมณ์ประมาณว่า หมอชิต กับขนส่งสายใต้บ้านเรายืนงงริมฟุตบาตสักพัก ลุงคนนี้ก็เข้ามาทัก พูดภาษามาเล แอบสังเกตุในมือมีตั๋ว เลยบอกไป
Cameron Highlands ?? ชายหนุ่มวัยทองยิ้มแป้นพร้อมกับฉีกตั๋วให้เราในราคา 50 RM เย้รอดแล้ว พระเอกขี่ม้าขาวมาช่วย
แล้วแกกวักมือให้เดินตามมา พอเดินไปได้สักพัก มาหยุดที่ลานกว้างพร้อมชี้ให้เราดูอาคารตึกตรงข้ามของอีกฟากถนน
จับใจความได้ว่าให้เราไปที่ตึกด้านโน้น จากนั้นลุงแกก็เดินกลับหายไป
….เอาแล้ว!!!… โดนหลอกแล้ว ในใจคิด เอาวะไหนๆก็มาถึงจุดนี้แล้ว ลองเสี่ยงตามลุงแกบอกไป
โลงอกครับ…ตึกที่ลุงแกบอกมา เดินข้ามแยกถนนฝั่งตรงข้าม ก็จะเป็นอีกท่ารถหนึ่ง ตามภาพเลยครับ
เดินเข้ามาก็โชว์ตั๋วอย่างเดียวครับ เดี๋ยวเขาก็มีคนชี้บอกเราว่าควรไปช่องไหน
(ตอนนี้ผมเดินเข้ามาชั้นล่างสุด เป็นจุดขึ้นรถ)
อันนี้เป็นวิธีง่ายๆ และสะดวกครับ (ปล.พึ่งจะรู้ก็ตอนเข้ามาถึง)
หลังจากที่ลงรถแล้วให้เดินข้ามถนนตรงแยก มายังตึกที่โพสในกระทู้ดานบน
จากนั้นเดินขึ้นบันไดมาก็จะเห็นอย่างภาพที่ 1 คือตรงช่องกระจกจะเป็นบันไดเดินลงไปยังที่รถจอด
เดินไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นบันไดตามภาพ(2) ให้เดินขึ้นไปชั้นบน แล้วเลี้ยวซ้าย ก็จะถึงที่จำหน่ายตั๋วตามภาพ(3,4)
แล้วค่อยย้อนเดินลงมาชั้นล่างสุดเพื่อขึ้นรถ

..
ค่าตั๋วไปคาเมร่อน  40 RM โดยผมไปจนสุดสายคือที่เมือง Tanah Rata
แต่เอ๊ะเราจ่ายให้ตาลุงคนนั้นไป 50 RM … โดนจนได้ 555555
ออกเดินทางมาได้สักพักฝนก็ตกลงมา สร้างบรรยากาศเหงาๆ สำหรับคนเดินทางคนเดียวให้เพิ่มขึ้นมาอีก
ใช้เวลา 3 ชั่วโมงกว่าๆ กับระยะทางที่ไม่ใกลแต่ขึ้นเขาผ่านโค้งมาเยอะ ก็มาสุดสายปลายทางที่เมือง Tanah Rata
ก็ปาเข้าไปมืดค่ำ ไม่รีรอเรียกแทคซี่ต่อไปยังโรงแรมที่พัก
นี่ๆๆ  แทคซี่ที่นี่ ที่รับผมไปส่งโรงแรมเป็นรถเบนซ์นะครับ…ไม่อยากจะคุย
มาถึงแล้วที่พักสำหรับ 2 คืนในคามาร่อนไฮแลนด์ ของผมในทริปนี้ นั่งแทคซี่จากท่ารถออกจากเมือง Tana Rara มา 3 กิโลเมตร
พึ่งจะมารู้ชื่อที่หลังว่าที่พักอยู่ที่เมือง Brinchang แต่ก็ถือว่าใกล้กัน จำไม่ได้ว่าค่าแทคซี่กี่ริงกิต ถ้าเป็นเงินไทยก็ประมาณ 150 บาท

ที่พัก

ที่พักก่อนเดินทางผมจองผ่าน Airbnb (https://th.airbnb.com/)
ต้องบอกไว้ก่อนว่าผทเป็นท่องเที่ยวแบบแบคแพค สพายเป้ ไม่เน้นเรื่องที่พัก ที่นอน ที่กิน เลยทำให้ไม่ลำบากเรื่องแบบนี้
เปิดเวป airbnb ขึ้นมาก็พิมพ์หาที่พักจุดหมายปลายทางที่เราจะไปก็จะขึ้นมาแบบนี้ มีหลายราคา หลายรูปแบบให้เลือก
แถมมีแผนที่บอกด้วยว่าอยู่ตรงไหน ทำให้ง่ายต่อการวางแผนถ้าอยากจะเลือกที่พักให้ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยว

การจองที่พักกับ airbnb ไม่เหมือนกับการที่พักทั่วๆไป คล้ายๆเว็บไซต์ตัวกลางที่เชื่อมโยงคนเข้าพักกับเจ้าของบ้าน (Host)
ไม่ว่าจะเป็นคอนโด บ้านทั้งหลัง อพาร์ทเม้นท์ รวมไปถึงคฤหาสน์ก็มี คล้ายๆเราไปพักกับเจ้าของบ้านโดยตรง
หรือแม้แต่รูปแบบที่พักโรงแรม หรือโฮมสเตย์ก็มี เหมือนกับเราพักอยู่ที่บ้านของตัวเอง
อีกอย่างเรายังได้เรียนรู้ความเป็นท้องถิ่นของพื้นที่นั้นๆด้วย โดยเมื่อจองเสร็จเจ้าของบ้าน (Host)
จะเป็นคนติดต่อเรากลับมา จะทางเมลล์ หรือข้อความในเวป airbnb ว่าจะคอเฟิร์มให้เราเข้าพักได้หรือไม่
ถ้าตกลงกันแล้ว ทางระบบถึงจะหักเงินค่าที่พักเรา แถมได้คุยโดยตรงสอบถามข้อมูลกับคนพื้นที่โดยตรงได้ด้วย
….

จิ้มไปจิ้มมาผมก็มาลงเอยที่นี่ Snooze too คืนละ 800 บาทถือว่าไม่แพง ชั้นล่างจะเปิดเป็นร้านกาแฟ
ส่วนชั้นบนก็จะเป็นเป็นห้องพักสำหรับนักท่องเที่ยว ลองเข้าไปดูได้ครับ มีหลายที่ให้เลือกทั่วโลก
เพียงสมัครสมาชิกก็ได้ส่วนลดสูงสุดในการใช้งานครั้งต่อไป 800 กว่าบาทสำหรับการสมัครครั้งแรก
และ หากสมัครแล้วยังเอา link เราเองไปให้คนสมัครต่อก็รับส่วนลดไปอีก 800กว่าบาทอีกเช่นกัน….
หรือจะเข้าไปสมัครตามลิ้งของผมก็ได้ th.airbnb.com/c/c3322f?s=8

บริเวณด้านล่างจะเปิดเป็นร้านกาแฟ มีอาหารเช้าขาย
และยังเป็นที่นักเล่นคุยกันสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเข้าพัก

สำหรับห้องนอนก็ตกแต่งแบบเรียบง่าย เกินคุ้มกับราคาที่จ่าย เหมาะกับแบคแพ็คอย่างเรา
มีห้องน้ำในตัว ทีวีน้ำอุ่น และโต๊ะนั่งทำงาน อ่านหนังสือ

เช้าวันนี้ผมเหมารถแทคซี่เพื่อไปยังไร่ชา HOB เนื่องจากเมื่อคืนมาถึงมืดแล้ว บริษัทที่ขายแพคเกจท่องเที่ยวปิดไปหมดแล้ว
แต่ก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะเหมาแทคซี่ เพราะจะได้สะดวกในการถ่ายภาพ คุมเวลาเราเองได้ ตรงไหนสวยก็จอดถ่าย
ชอบมุมไหนก็อยู่นานหน่อย แทคซี่ ชม.ละ 25 RM ขั้นต่ำ 3 ชม.
ถ้าซื้อแพคเกจทัวร์ ก็จะพาไปตามที่หลักๆ จะช้าก็ไม่ได้ เพราะมีนักท่องเที่ยวคนอื่นมาด้วย มีหลายเจ้าหลายราคาตามโปรแกรม
…..

 

เช้าวันแรกที่ไร่ชา HOB
กดไปเรื่อยๆ มีมุมให้ถ่ายเยอะเลย
เดินถ่ายภาพจนเหนื่อยก็มานั่งพักจิบชา ทานของว่างได้ที่ไร่  BOH
ที่นี่มีร้านขายของที่ระลึก ส่วนใหญ่ก็จะเป็นชา และมีโรงงานแปรรูปชาด้วย สามารถติดต่อเข้าเยี่ยมชมได้
มาถึงที่ก็ซื้อชากลับไปเป็นของติดไม้ติดมือไปด้วยนะครับ
นอกจากไร่ชาแล้ว ที่คาเมร่อนก็มีไร่สตอเบอรี่ให้เยี่ยมชมและซื้อมากินได้อีกด้วย
เลยบอกแทคซี่ให้พอแวะสักสวน ที่นี่มีอยู่ด้วยกันหลายสวน
สายๆ เดินทางเข้าตัวเมือง แวะตลาดข้างทาง หาอะไรกินลองท้อง
บรรยากาศก็เหมือนตลาดของฝากตามขางทางบ้านเรา
โดยช่วงบ่ายๆ จะเดินเล่นในตัวเมือง
ตัดมาช่วงบ่าย เรื่องกินอย่างที่บอก แบบว่ากินง่ายอยู่ง่าย เลยไม่มีรูปมาให้ชม
ช่วงบ่ายนี้ผมจะเดินเล่นในเมือง และเห็นพี่แทคซี่บอกว่ามีสวนดอกไม่ให้ได้ชม สามารถเดินไปได้
(ใช้ภาษาใบ้คุยกัน) แต่ก็รู้เรื่องเฉยเลย 5555

ที่นี่บ่ายแล้วอากาศก็ยังเย็นอยู่เลยครับ เห็นบอกว่า คาเมร่อนไฮแล่น อากาศเย็นทั้งปี
จึงได้เป็นเมืองตากอากาศอันดับต้นๆของมาเลเซีย

ถ้าไม่อยากเดินก็เช่าจักรยานปั่นชิวๆ ก็เป็นอีกทางเลือก ส่วนผมมันคนชอบเดิน
แวะมาชมสวนดอกไม้ตามคำชี้แนะของลุงแทคซี่
เดินเล่นจนเพลิน แป็บเดียวก็มืดค่ำแล้ว หาอะไรใส่ท้องก่อนกลับที่พัก
ขอบอกว่าถ้ามาคาเมร่อนไฮแลนแล้ว ไม่สั่งเมนูนี้ (ถือว่าผิด)

ต้องขออภัยที่จำชื่อเมนูไม่ได้ แต่คล้ายๆกับจิ้มจุ่มบ้านเรา เรียกดูดีหน่อยก็ชาบูนั่นเอง
ส่วนเรื่องรสชาติบอกได้เลยว่าอร่อยกว่าร้านขึ้นชื่อตามห้างดังของบ้านเราครับ มีให้เห็นทั่วไปเกือบจะทุกร้าน

เช้าวันที่สอง ที่คาเมร่อนไฮแล่น
เช้าวันนี้ผมเดินทางมาที่ไร่ชา Cameron Vliiey กับรถแทคซี่คันเดิม โดยบอกลุงแกว่าวันนี้จะขอเหมาพาเที่ยวอีก
แนะนำว่าถ้ามาควรมากัน 2-3 คน จะได้ช่วยกันหารค่ารถตกคนละไม่กี่บาท
..
..
ตัดข้ามอาหารเช้า มาดูบรรยากาศกันเลย
ลืมบอกไป ตอนแทคซี่ไปรับมาที่นี่ผมเช็คเอาท์ออกจากที่พักเลยครับ เพราะรถเที่ยวกลับจะเป็นรอบ 13.30 น.
กะว่าเที่ยวเสร็จก็ให้รถตู้ไปส่งที่ท่ารถทีเดียวเลย จะได้ไม่เสียเวลาย้อนไปย้อนมา
(ไม่ไม่กี่วันเหมือนจะชำนาญที่นี่แล้วซิ คงเป็นเพราะเมืองเล็กๆ สถานที่ท่องเที่ยวก็อยู่ไม่ไกลกัน)
หลังจากเต็มอิ่มก็บการถ่ายภาพและจิบกาแฟ ก็ได้เวลาเดินทางกลับ โดยคุณลุงแทคซี่พาไปส่งที่ท่ารถ
มองนาฬิกายังไม่เที่ยง ยังพอมีเวลาอีกชั่วโมงกว่าๆ ก็หาอะไรกินระหว่างรอรถ มุ่งหน้าเข้าเมืองกัวลาลัมเปอร์
เพื่อไปต่อสนามบินกลับเมืองไทย อย่างเช่นวันที่เดินทางมา
โดยขากลับผมใช้รถของอีกบริษัทครับ แต่ที่นี่เบาะที่นั่งกว้างดี นั่งสบายไม่ต้องเบียด
ขากลับถึงตัวเมืองกัวลาลัมเปอร์ จองเที่ยวบินไว้รอบ 2 ทุ่ม ยังพอมีเวลาอีกหลายชั่วโมง
ก็มาที่นี่เลย เดี๋ยวหาว่ามาไม่ถึง ถ่ายรูปคู่กับตึกแฝดเป็นที่ระลึกกันหน่อย

คงต้องทิ้งท้ายการเดอนทาง “สะพายเป้ ลุยเดี่ยว เที่ยวต่างแดน”  ไว้เพียงเท่านี้
เป็นการเดินทางคนเดียวที่สนุกไปอีกแบบ และก็ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด
เขาบอกว่า “เมื่อไหร่ที่คุณนั่งทานหมูกระทะคนเดียวได้..เมื่อนั้นคุณก็สะพายเป้ออกเดินทางคนเดียวได้เช่นกัน”

ส่วนครั้งต่อไปผมจะสะพายเป้ ลุยเดี่ยว เที่ยวต่างแดน ที่ไหน สามารถติดตามก่อนใครได้ที่
เพจ “สะพายเป้ เท่ทั่วไทย” https://www.facebook.com/saphipae/

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชมครับ

ใส่ความเห็น