สะพายเป้ลุยเดี่ยวเที่ยวเจแปน..โตเกียว-นาโงะยะ-ทากะยะมา-ชิราคาวะโกะ-มัสซึโมโตะ-นะงะโนะ-นาริตะ

สวัสดีครับ..กลับมาอีกครั้งกับการเดินทางสะพายเป้ลุยเดี่ยวเที่ยวต่างแดนของผม ทริปนี้ผมมีโอกาสกลับไปประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งที่ 2
และก็เช่นเดิมครับ ทริปนี้ออกเดินทางแบบไม่มีการวางแผนเหมือนครั้งแรก ครั้งนี้ผมไปในช่วงปลายฤดูหิมะ ด้วยงบประมาณที่จำกัด โปรแกรมไม่มี ที่พักไม่ได้จอง ไปหาข้อมูลข้างหน้าว่าวันพรุ่งนี้จะไปไหนดี กลับมาดูแผนที่…อ้าว !! เราเดินทางเป็นวงกลมเลยหรอเนี่ย –โตเกียว-นาโกย่า-ทาคายะมา-มัตซึโมโตะ-นะงะโนะ-นาริตะ..
กับการสะพายเป้ 7 วัน 6 คืน โดยเงินที่แลกไป 14000 บาท (ไม่มีบัตรเครดิต ไม่มีบัตรเอทีเอ็ม) บทสรุปสุดท้ายทริปนี้รวมตั๋วไปกลับ ค่าที่พัก ค่ารถ ค่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 26,300 บาท ถ้าไม่ติดหลงทาง และวางแผนมา ค่าใช้จ่ายคงจะถูกกว่านี้ ไม่มีพาส ภาษาอังกฤษ และญี่ปุนไม่ได้ จองที่พักระหว่างเดินทางวันต่อวันเพราะไม่รู้ว่าแต่ละวันจะไปที่ไหน มาดูว่ารอดมาได้ยังไง

นแรก ออกเดินทางจากสนามบินดอนเมือง ถึง สนามบินนาริตะใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมงก็จะถึงดินแดนปลาดิบ
หลังจากครั้งก่อนสะพายเป้ลุยเดี่ยวเที่ยวฮอกไกโด ผ่านการเดินทางโดยรถไฟในญี่ปุ่นมาแล้ว….คราวนี้ก็คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ก็ไม่เป็นอย่างที่คิดหลังจากที่ผ่าน ตม.ออกมาจากสนามบิน ปัญหาก็เกิด

โอโฮ้!! ทำไมเส้นทางรถไฟของที่นี้มันช่างต่างจากฮอกไกโดยิ่งนัก  ดีที่มี WiFi ซึ่งเช่ามาจากเมืองไทยที่หาไม่ได้ตามร้านไดโซะ โดยผมเลือกใช้ของ  http://iwifi.jp/ จากนั้นเปิดใช้งานเมื่อสองเท้าก้าวเหยียบบนแผ่นดินญี่ปุ่นกันเลย จัดการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์พันกว่าบาท(กากยิ้มป) หาข้อมูลที่พักว่าจะหลับนอนที่ไหนดี เพราะไม่ได้จองล่วงหน้ามา มันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร ปลอกทุเรียนกินยังยากกว่า โดยค้นหาจากเวป www.hotelscombined.co.th กับราคาที่หาได้ 500 กว่าบาท สดวกสบายเพราะจ่ายตอนเชคอิน เหมาะกับคนไม่มีบัตรเครดิตอย่างเรา

หรือใครจะใช้โทรศัพท์มือถือโหลดแอพของ hotelscombined ไว้ใช้ก็ยิ่งสดวก เพราะที่นี่จะคัดเลือกที่พักที่ดีที่สุดของแต่ละเวปมารวมไว้ที่นี่
โดยจะเป็นสื่อกลางไปยังเวปจองห้องพักต่างๆ  ของผมใช้ตัวเลือกโดยดูราคาก่อน แล้วมันจะนำไปยังที่พักราคาที่ถูก สามารถโหลดแอปได้ตามลิ้งด้านล่างได้เลย

https://launch1.co/serve?action=click&publisher_id=293559&site_id=93292&offer_id=408085&my_campaign=Saphipae_TH_Apr_2016

แต่ปัญหาว่าจะไปยังไงนะซิ ดูตารางรถไฟซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับใยแมงมุม และไม่เห็นสถานีที่จะลงใกล้ที่พัก แล้วสถานีไหนละว่ะ !!! เอาเป็นว่าไปลงที่สถานีใหญ่ๆในเมืองก่อนแล้วกัน ที่มันสามารถเชื่อมต่อไปสายอื่นๆ สรุปกว่าจะถึงที่พักต้องต่อรถไฟ 3 ต่อด้วยกัน ไม่บอกก็รู้ว่าหลง ถึงที่พักก็ปาเข้าไป 4 ทุ่ม จิ้มจุ่มก็ไม่มีให้ทาน แถมแผนของพรุ่งนี้ก็ยังไม่มี ราตรีสวัสดิ์ก่อนค่อยว่ากันต่อในตอนเช้า

เรื่องที่พัก…ทุกครั้งถ้ามาต่างแดนผมชอบที่จะพักแบบโฮทเทล เป็นที่พักแบบห้องรวม ราคาประหยัด แถมได้เพื่อนเดินทางใหม่ๆ ถึงแม้จะต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม แต่เราคือนักเดินทางเหมือนกัน ครั้งนี้ผมเลือกที่จะนอนห้องรวมแบบชาย-หญิง เผื่อจะได้เพื่อนสาวๆ 5555. แนะนำใครมาญี่ปุ่น หาที่พักราคาไม่แพง โฮสเทลเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

วันที่2ของการเดินทาง จากที่หาข้อมูลเมื่อดูภาพคร่าวๆ ก็ตัดสินใจว่าจะไปดูลิงออนเซนที่เมืองนะงะะโนะ แต่เช้าวันนี้ตื่นสายไปหน่อย นั่งรถไฟไปเริ่มต้นเดินทางที่สถานีโตเกียว ปัญหาแรกก็เกิดแต่เช้า จากที่เคยได้ยินใครๆร่ำลือว่าเส้นทางรถไฟที่โตเกียวไม่มีใครไม่หลงยิ่งถ้าเกิดมาครั้งแรกด้วยแล้ว จนได้มาเจอกับตัวเองงงเป็นไก่ตาแตกซิครับ

จะไปยังงัยรถไฟสายใหน ซื้อตั๋วยังงัย ขึ้นตรงใหน ทุกอย่างวนเวียนอยู่ในสมอง GPS เริ่มทำงาน คิดถึงอากู๋ขึ้นมาทันที หาข้อมูลกันสดๆ จนสรุปได้ว่าต้องนั่งรถไฟชินคันเซนไป แต่เมื่อเจอราคาตั๋วถึงกับต้องหยุดคิด กับราคาไปกลับเกือบ 5000 บาท(เรทค่าเงินในตอนนั้น) ถ้าเกิดตัดสินใจเดินทางต่อไปคงจะลำบากกับอีก 5วันที่เหลืออย่างแน่นอน ก็เลยได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าเรามาสายแล้วถ้าเดินทางไปใช้เวลา3ชั่วโมงกว่า (ไปกลับก็6ชั่วโมงไปล่ะ) ไปถึงคงมีเวลาเที่ยวนิดเดียวไม่คุ้มกับเงินที่จ่ายค่าตั๋วไป เอาเป็นว่าวันนี้เที่ยวเล่นในเมืองโตเกียวละกัน ใหนๆก็มาเป็นครั้งแรกแล้ว

อากู๋เริ่มทำงาน  GPS เตรียมหาเส้นทาง ค้นหาว่าที่โตเกียวมีอะไรน่าสนใจบ้างพอที่จะค่าเวลาในวันนี้ได้เอาแบบเบาๆไปไม่ไกล รถไปถึงก็พอ…. โตเกียวทาวเวอร์นี้แหละคำตอบของผม  จุดเด่นคือเป็นสัญลักษณ์ของที่นี้  มาถึงก็ต้องไปดูเด๋วจะหาว่าไม่ถึง พลาดแลนด์มาร์คสำคัญ ส่วนการเดินทางไปยังงัย ไม่ขออธิบายเพราะคงจะทราบกันอยู่ว่าหลงแน่นอน บอกไปอาจจะผิดถึงผมจะไปถึงก็ตาม ซึ่งจริงอาจมีเส้นทางที่ถูกต้องกว่านี้

หลังจากนั้นก็มาถึงอีกหนึ่งจุดชมวิวมุมสูง Tokyo Sky Tree ที่ขึ้นชมได้ฟรี และยังสามารมองเห็น Tokyo Tower ได้อีกด้วย…การเดินทางนั้งรถไฟสาย Shinjuku Line มาลงที่สถานี funabori ออกประตูฝั่ง North Exit ตึกจะอยู่ฝั่งตรงข้าม (Tower Hall Funabori) ขึ้นลิฟท์ไปยังชั้น 7 จากนั้นให้แลขวา จะเจอพนักงานต้อนรับสวยๆ ยืนต้อนรับโค้งคำนับจนหัวจะติดหัวเข่า แล้วเขาจะกดลิฟท์ต่อพาเราขึ้นไป. แนะนำให้มาช่วงหัวค่ำครับ

ออกจากสถานีรถไฟ ก็ข้ามถนนมาตึกนี้เลยครับ มองเห็นเด่นสง่าชัดเจน

เดินเล่นหลงไปหลงมาแป๊บเดียวก็มืดค่ำพร้อมกับอุณหภูมิที่ลดลงเรื่อยๆ แต่ก็นะก่อนจะกลับที่พักต้องขอชิวๆ กับแสงสีก่อน

วันที่3ของการเดินทางวันนี้ตัดสินใจมุ่งหน้าสู่เมือง “ทาคายามะ”  ข้อมูลการเดินทางก็หาไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อคืน ก็เหมือนเดิมเริ่มต้นการเดินทางจากสถานีรถไฟโตเกียวเหมือนเมื่อวานแต่จะง่ายกว่าเพราะจำได้แล้วว่าเดินทางมายังงัย แต่จากโตเกียวไปทาคายามะนิซิ มันไปยังงัย ถึงแม้จะดูข้อมูลมาบ้างแล้วเมื่อคืน แต่พอมาถึงสถานีรถไฟโตเกียวทุกอย่างดูยุ่งยากไปหมด ขั้นแรกต้องหาวิธีไปสถานี “ชินจูกุ” ก่อนเพื่อต่อรถบัสไปยังทาคายามะ

..
เมืองทาคายามะ จ.กิฟู อีกหนึ่งภูมิภาคที่อยู่ไกลจากโตเกียวพอสมควร การเดินทางโดยรถไฟชินคันเซนราคาตั๋ว 14700 เยน (ประมาณ 4700 บาท พอๆกับราคาตั๋วเครื่องบินมาจากไทยเลยนะเนี่ย) และต้องไปต่อรถอีกรอบ ส่วนรถบัส 6690 เยน(ประมาณ 2100 บาท) วิ่งตรงสู่ทาคายามะ ราคาถูกกว่ากันเกินครึ่ง เพราะฉะนั้นรถบัสคือตัวเลือกของผม ถึงจะใช้เวลาเดินทางช้ากว่า 1ชั่วโมงครึ่งก็ตาม
..
..
การเดินทางไปทาคายามะโดยรถบัส เริ่มจากนั้งรถไฟ JR จากสถานีโตเกียว มาลงที่สถานี Shinjuku (200 เยน) ออกประตูหมายเลข 6 (Shinjuku Express way Bus Terminal) ก็จะเจอที่ซื้อตั๋ว Nohi Line อยู่ฝั่งซ้ายมือ เจ้าหน้าที่พูดภาษาไทยได้พอรู้เรื่อง ใช้เวลาเดินทาง 5 ชั่วโมงครึ่ง ถึงก็คงมืดค่ำ แต่ไม่เป็นไร จองที่พักล่วงหน้าไว้แล้วเมื่อคืนผ่านเวป www.hotelscombined.co.th คือแบบว่ามาไม่มีแผนเดินทางเช่นเดิม โปรแกรมปรับเปลี่ยนได้ตลอด ตามสถานการณ์ และสตางค์ในกระเป๋า
..

แต่กว่าจะหาทางมาสถานีรถไฟชินจูกุได้และหาทางไปยังสถานีรถบัสก็ปาเข้าไป10โมง เลยเวลารถเที่ยวแรกไปแล้ว ส่วนเที่ยวที่3ก็เต็ม (ไม่ต้องงงนะครับเพราะเที่ยวที่2จะเป็นรถเฉพาะคนที่จองล่วงหน้ามาก่อนแล้ว) ได้อีกรอบคือ11โมง ไม่เป็นไรรอได้ (มาแล้วนิ) แต่เวลาเหลือชั่วโมงนิดๆ ออกไปเดินเล่นก่อนค่อบกลับมาละกัน


5ชั่วโมงครึ่งของการเดินทางสู่เมืองทาคายามะความคิดแรกในการเดินทาง คือนั่งจนปวดตูดต้องน่าเบื่ออย่างแน่นอน แต่พอถึงเวลาจริงๆแล้วได้เห็นวิวระหว่างเดินทางก็ทำให้สิ่งที่คิดไว้แต่แรกหายไปตอนใหนไม่รู้ ทั้งวิวภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ หมู่บ้าน ทะเลสาป ทำให้การเดินทางไปยังทาคายามะ ไม่น่าเบื่อเลย แต่แอบเสียดายที่ไม่ได้นั่งติดหน้าต่างที่พอจะถ่ายรูปสะดวกและเป็นเงาสะท้อนกระจก จึงไม่สามารถนำภาพเหล่านั้นเอามาให้ชมได้ ทำได้แค่เพียงบันทึกภาพไว้ในความทรงจำ

พอรถวิ่งเข้าสู่เมืองไดซูเกะ หิมะก็เริ่มตกในวันแรกของทริป นั่งชมหิมะจนเพลิน… แล้วก็มาถึงเมืองทาคายามะ ภาพที่คิดไว้ว่าทั้งเมืองคงจะมีหิมะขาวโพลนแต่ใหนกลับกลายเป็นฝนโปรยปรายซะงั้น 5555   เด๋วค่อยลุ้นต่อวันพรุ่งนี้
เพราะมีโปรแกรมไปยังหมู่บ้าน “ชิราคาวาโกะ” ซึ่งต้องนั่งรถขึ้นเขาไป บนเขาน่าจะยังมีหิมะให้เห็นกับหมู่บ้านที่เป็นมรดกโลก

ถึงสถานีทาคายามะ อยู่ติดกับสถานีรถไป JR. ดูเวลายังมีพอระหว่างรอรถโรงแรมมารับ เริ่มด้วยหาอะไรรองท้องกันก่อน เดินออกมาตรงข้ามสถานีรถไฟ JR. จะมีถนนเล็กๆเดินข้ามไปตรงแยกแรกมุมขวามือ  อยากจะขอแนะนำถ้าใครเดินทางมาที่นี้ลองแวะชิมดูครับ
ส่วนตัวผมแล้วถือว่าอร่อยเลยละกับเมนูที่สั่งไป ไม่รู้ชื่ออะไร อาศัยจิ้มๆที่รูปภาพประกอบเอา ข้อดีของร้านนี้อีกอย่างคือจะมีน้ำซุปบริการเติมได้ตลอด รวมทั้งมีน้ำเปล่า ชาเขียวทั้งร้อนและเย็นบริการฟรี (มื้อนี้ขอนอกใจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหน่อยนะ) หนังท้องตึงหนังตาหย่อนถึงเวลานัดหมายรถของโรงแรมมารับ
ที่พักที่เราจอง จะมีรถบริการรับส่งฟรี ออกทุกๆชั่วโมงโดยจะมีจุดรับที่หน้าโรงแรมเยื้องๆกับสถานีรถไฟ JR. รอไม่นานรถก็มารับได้ตรงเวลาเป๊ะ ใช้เวลาเดินทาง 10 นาทีก็มาถึงโรงแรม

บรรยากาศภายในโรงแรมก็จะเป็นแบบออนเซน คือให้บริการออนเซนและที่พัก ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกของผมเลยก็ว่าได้ที่ได้พักโรงแรมแบบนี้ โดยตอนที่จองไปก็คิดว่าเป็นโฮสเทลธรรมดา
แต่พอมาถึงเจอโรงแรซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นออนเซน ที่อาบน้ำก็ มันก็จะรวมกันอยู่ในออนเซนหมด คือไม่มีห้องน้ำส่วนตัว ต้องแก้ผ้าแช่ตัวรวมกันเลย คนไทยอย่างผมครั้งแรกก็ต้องอายบ้างเป็นธรรมดา คืนแรกเลยขอผ่านไปก่อน  5555

***เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่อยากแนะนำ***
การสะพายเป้เดินทางมาประเทศญี่ปุ่นในทริปนี้ของผมจะเน้นการกินแบบประหยัด เพราะส่วนตัวเป็นคนกินง่ายอยู่ง่ายนอนง่ายเป็นปกติ อาหารการกินจึงไม่เน้นหรูหราอะไร ส่วนใหญ่จะฝากท้องไว้กับร้านสะดวกซื้อ ซุปเปอร์มาเก็ต บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบ้าง อาหารสำเร็จรูปบ้างและถ้าเป็นมื้อเย็นผมจะรอช่วงดึกๆ ซึ่งถ้าเป็นซุปเปอร์มาเก็ตที่มีเวลาเปิดปิดแล้ว ช่วงดึกๆอาหารจำพวกของสดสำเร็จรูปจะลดราคา 30-40% เลยทีเดียว ทำให้ประหยัดไปได้พอสมควร
ส่วนใครมาแล้ว มีกำลังทรัพย์หน่อยก็จัดตามปากเรียกร้องกันเลยครับ5
ไม่ว่ากัน  5555

และอีกหนี่งการประหยัดในทริปนี้คือน้ำดื่ม ปกติน้ำดื่มที่นี่ถ้าซื้อก็ตกขวดละหลายตัง (แพง) แต่มันมีทางออกเพียงแค่ลงทุนซื้อครั้งแรกแล้วเก็บขวดไว้ .. ถ้าเราไปซื้อของตามซุปเปอร์มาเก็ต (หรือจะแวะไปเดินเล่น) ก็จะมีบริการน้ำดื่มฟรีบริการ เหมือนบางห้างของบ้านเรา หรือแม้แต่ตามหัวถนนต่างๆ ก็จะมีก๊อกน้ำบริการฟรี … เราก็เก็บขวดเปล่าที่ซื้อครั้งแรกมาเติมแค่นี้ก็ประหยัดไปหลายตัง…

..
ปล.ใครมีทุนมากก็จัดกันได้ตามสดวก ส่วนผมทริปนี้มีทุนเดินทางน้อย อิอิอิ

กลับมาถึงการเดินทางไปยังหมู่บ้าน “ชิราคาวาโกะ”  วันนี้ตื่นแต่เช้าตั้งใจจะไปใช้เวลาที่หมู่บ้านให้เต็มที่ แต่ที่ใหนได้รถบริการของโรงแรมเที่ยวแรกเริ่มตอน 10 โมงเช้า จะมานั่งรอเสียเวลาก็ใช่ที่เลยตัดสินใจสองเท้าก้าวเดิน เพราะคำนวนจากระยะทางจากที่มาเมื่อคืนประมาน 3 กิโลเมตร เดินไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็คงถึงแถมอากาศเย็นๆแบบนี้ ชมวิวตัวเมืองไปเรื่อยๆ แป๊บเดียวก็คงถึง และก็เป็นไปตามนั้นเดินไม่นานก็มาถึงสถานีทาคายามะ ทันรถ 9 โมงเช้าพอดีจัดการซื้อตั๋วแบบไป-กลับ ราคาจะถูกกว่าซื้อแบบเที่ยวเดียว ใช้เวลาเดินทางถึง ชิราคาวะโกะ 50 นาที นั่งชมวิวสองข้างทางไปเพลินๆ ทำให้เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เราก็มาถึงจุดหมาย “หมู่บ้านขิราคาวาโกะ”

ผมใช้เวลาเดินเล่นนั่งเล่นที่หมู่บ้านจนถึง 4 โมงเย็น เก็บภาพบรรยากาศ นั่งชิวไปเรื่อยๆ  ใครที่เดินทางมาเที่ยวที่นี้แนะนำให้มาช่วงเช้านะครับเพราะถ้ามาช่วงบ่ายหิมะจะโดนย่ำจนเละไม่ขาวโพลน แต่คนจะเยอะหน่อยเพราะส่วนใหญ่ทัวร์จะมาลงช่วงเช้า เที่ยวแป๊บเดียวก็กลับกันแล้ว ทำให้ช่วงบ่ายไม่ค่อยที่จะมึคนเท่าไหร่

ไฮไลน์อีกอย่างของที่นี้ คือ จะมีเทศกาล(ไฟ) ในช่วง มค.-กพ. ของทุกปีโดยจะเปิดไฟในตัวบ้าน ติดไฟตามหลังคาบ้าน ทำให้ที่นี้ดูสวยขึ้นทันทีเป็นอีกบรรยากาศที่แตกต่างจากตอนกลางวัน โดยเฉพาะจุดชมวิวมุมสูง ที่ใครๆมาแล้วไม่ควรพลาด แต่อย่าลืมถ่ายรูปเพลินละ เช็คตารางเวลารถด้วยเพราะจากจุดชมวิวเดินมาที่จุดรถรับส่งก็ใช้เวลาพอสมควร แต่ถ้าไม่อยากเดินที่นี้ก็มีบริการรถรับส่ง ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าราคากี่เยน

เวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน ได้เวลาเดินทางกลับที่พักแล้วโดยจุดหมายปลายทางของพรุ่งนี้ ยังไม่มีจุดหมายปลายทางที่แน่นอนว่าจะไปที่ใหนต่อ คืนนี้กลับถึงที่พักค่อยหาข้อมูลวางแผนเดินทางอีกที แต่ถ้ามีโอกาสอีกครั้งจะกลับมาแก้มืออย่างแน่นอน เพราะที่นี้สวยทุกฤดูแตกต่างกันไป วันนี้ผมขอกลับไปออนเซนก่อนละกัน

วันที่4 ของการเดินทาง อยู่มาหลายวันยิ่งลำบากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อนับมันนี่ในกระเป๋าตัวเอง เนื่องจากตัดสินใจมาที่นี้ก็พึ่งจะมาหาข้อมูลมารู้ก่อนเดินทาง(ว่าค่าครองชีพสูงเหลือเกิน) หลังจากนี้ต้องว่างแผนการเดินทางให้ดีๆกับมันนี่ที่เหลืออยู่ ซึ่งต้องกลับให้ถึงสนามบินและพอกับค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่ากิน กับค่าใช่จ่ายอื่น กับอีก 3วัน 2 คืน ที่เหลือ
เช้าวันนี้ที่เมืองทาคายาม่า มีฝนปรอยๆ ทำให้อากาศหนาวขึ้นกว่าเดิม โปรแกรมที่คิดไว้ว่าจะไปปีนเขา ก็ต้องเปลี่ยนไป เพราะถ้าจะให้ไปลุยหิมะแบบเปียก ร่างกายคนไทยอย่างเราคงจะลำบาก ต้องหาข้อมูลใหม่ ตัดสินใจมุ่งหน้าไปยัง Matsumoto แล้วไปหาที่พักในเมือง Nagano (ยังไม่ได้จองที่พัก เดี๋ยวจองผ่านเวป hotelscombined เช่นเดิม) ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวค่อยแวะระหว่างทาง หาข้อมูลบนรถ โชคดีที่เช่าพอคเก็ตไวไฟมาด้วย iwifi ช่วยได้เยอะเลย
……..
แต่ว่าจะทันรถเที่ยวแรกหรือเปล่า เพราะที่พักห่างจากสถานนีรถบัส 4 กิโล เช้าแบบนี้ยังไม่มีรถโดยสารวิ่ง ถ้าไม่ทันก็มีอีกรอบ 10 โมงเช้าเลย

จากสถานีรถบัสเมืองนากาโงะเดินออกมาด้านหน้าเลี้ยวซ้ายตรงไปเรื่อยๆตามป้ายจนเจอแยกที่มีร้านมินิมาร์ทให้เลี้ยวซ้ายไปจนสุดถนนก็จะเจอ

เสร็จจากปราสาทมัตสึโมโตะเดินกลับเส้นทางเดิมไปยังสถานีรถไฟ JR. ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามสถานีรถบัส เพื่อเดินทางต่อไปยังนากาโน่
ซึ่งจริงๆก็สามารถนั่งรถบัสไปได้เหมือนกัน แต่วันนี้ขอเปลี่ยนบรรยากาศบ้างดีกว่า ระหว่างเดินไปสถานีก็แวะเก็บภาพไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้อะไรมากนักเพราะสายฝนที่โปรยปราย

รถไฟเคลื่อนที่ออกจากชานชลาพร้อมกับหิมะที่ปรอยๆตลอดการเดินทาง ทำให้จากที่ว่าจะหลับเอาแรงซักหน่อยก็กลับตื่นเต้นกับสองข้างทาง(บ้านนอกมาก) กับการได้เจอหิมะ เห็นหลายคนโพสกันในโซเชียลช่วงที่ผ่านมาว่าอยากให้เมืองไทยหิมะตก อยากเห็นหิมะตก เอาจริงๆนะครับอย่าให้มีเลยมันหนาวจริงๆ อีกอย่างอาคารบ้านเรือน ถนนหนทางการจัดการไม่พร้อมที่จะรองรับพวกนี้ ถ้ามีจริงๆคงวุ่นวายทั้งเมือง บ้านหลายหลังหลังคาคงถล่มผู้คนบาดเจ็บ อุบัติเหตุจากท้องถนน ส่วนเรื่องรถติดคงไม่ต้องพูดถึงเพราะคงเพิ่มขึ้นไปอีกเท่าตัว

ประสบการณ์บนรถไฟอีกครั้งกับการเดินทางไปยังดินแดนอาทิตอุทัย ก็ต้องมีเรื่องมาเล่าตลอด ซึ่งครั้งนี้ติดอยู่ในขบวนรถไฟ เนื่องจากขึ้นขบวนรถผิด มัวแต่นั่งกดโทรศัพท์หาข้อมูลเพลินเพราะไม่ได้เตรียมข้อมูลไปเหมือนครั้งก่อน (ยังไม่เข็ด) นั่งกดโทรศัพท์ไปสักพักรู้สึกแปลกๆ ทำไมมันเงียบวังเวงจัง เงยหน้าขึ้นมา คนบนขบวนรถไฟหายไปหมดตอนไหนไม่รู้ ไม่มีสักคนทั้งที่ยังไม่ถึงสถานีปลายทาง จึงทำให้พอทราบเลยว่าขึ้นรถไฟผิด ขบวนนี้สุดปลายทางแล้ว ทำไงดีละประตูก็ปิด คนก็ไม่มีหาทางออกก้ไม่ได้ เห็นปุ่ม 3 ปุ่มอยู่ข้างประตูก็กดไปทุกปุ่ม ก็ไม่เกิดอะไรขึ้น เริ่มตกใจหาทางอออกไม่ได้ จนสักพักใหญ่พนักงานทำความสะอาดมาเจอ พาเดินไปออกประตูหัวขบวน 55555 .

ยังไม่ถึงชั่วโมงดี รถไฟก็มาเทียบชานชลาที่สถานีนากาโนะ หิมะยังไม่มีท่าทีว่าจะหยุด อากาศแบบนี้ แฉะๆหนาวๆ ขอเข้าไปเช็คอินที่พักก่อน โดยก่อนหน้านี้ทำการจองที่พักระหว่างเดินทาง
ที่พักก็เช่นเดิมเป็นโฮสเทล ครั้งนี้ผมจอง 1166 backpacker (ส่วนตัวผมชอบที่นี้ เพราะความเป็นกันเองของเจ้าของโฮสเทล)

แต่ตอนนี้จะไปยังงัย หิมะก็เหมือนจะตกแรงขึ้น สะพายเป้เดินสลับวิ่งท่ามกลางหิมะ เพราะตามข้อมูลบอกว่าอยู่ใกล้กับวัดเซนโกจิใช้เวลา 15 นาที  แต่ตอนนี้เดินมาจะชั่วโมงล่ะยังหาไม่เจอ เปิดกูเกิ้ลแมพดูคร่าวๆว่าอยู่แถวนี้ ลองเข้าไปถาม ตึกใกล้ๆให้ดูภาษาญี่ปุ่นในกูเกิ้ลแมพ ได้คำตอบกลับมาว่า “Here” (อ้าวใครเ-ฮี้-ย )  อ้อๆตรงนี้ ที่นี้เอง
แหม๋ ช่างบังเอิญถามได้ถูกที่มากพร้อมทั้งส่งผ้าขนหนูมาให้เช็ดตัว เพราะสภาพที่เข้าไปไม่ต่างจากลูกหมาตกน้ำ รอช้าอะไรละครับรีบเชคอิน เข้าห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะทั้งตัวเปียกไปหมดแล้ว ทั้งหนาวทั้งสั่นเลย เรียกว่าเย็นเข้ากระดูก

หลุดจากสภาพลูกหมาตกน้ำ ท้องก็เริ่มงอแงส่งเสียงร้อง หันออกไปมองข้างนอกหิมะหยุดตกพอดี สองเท้าไม่รอรี ซุปเปอร์มาเก็ตคือทางเลือกที่ดีที่สุด ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พักแต่ถ้าอากาศหนาวขนาดนี้ กินให้อิ่มเผื่อมื้อเช้าที่เดียวไปเลย ส่วนแสงสีของเมืองในคืนนี้ บอกตรงๆว่าผมไม่ไหวจริงๆ วันนี้เจอมาหนักเอาการทั้งฝนทั้งหิมะ โชคดีที่ร่างกายยังปกติดี ถนอมร่างกายไว้เรายังเหลือเวลาอีก2วันเป็นอะไรไปจะลำบากเอาไม่ใช่แถวบ้านเราซะด้วย

หลังจากปาร์ตี้สาเกเมื่อคืนกับสมาชิกต่างภาษาที่มาเจอกกันต่างคนต่างเล่าเรื่องการเดินทางที่ผ่านมา และจุดหมายปลายทางข้างหน้า คนไม่รู้ภาษาอย่างผมก็ได้แต่ว่งรอยยิ้มเป็นมิตรไมตรี

เช้าวันนี้เดินทาเที่ยววัดพุทธแห่งแรกของประเทศญี่ปุ่น ตามคำแนะนำของ คิโย (เจ้าของโฮทเทล) วัดเซนโคจิ(Zenkoji Temple) วัดที่มีความสำคัญ และยอดนิยมแห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น เพราะเป็นพุทธแห่งแรก สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 7 และเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปองค์แรกที่เข้ามายังญี่ปุ่น

.

วิธีการเดินทาง
จากสถานีรถไฟ JR Nagano Station โดยสารรถบัสไปประมาณ 10 นาที
จากสถานีรถไฟใต้ดิน Nagaden Nagano Station(ตั้งอยู่ติดกับ JR Nagano Station) ไปลงที่สถานี Zenkojishita Station(4 นาที 170 เยน รถไฟออกชั่วโมงละ 2-3 รอบ) จากนั้น เดินต่อไปอีก 5-10 นาที
เดินเท้าจาก Nagano Station ใช้เวลาประมาณ 30-60 นาที

.

สายๆๆได้เวลาสะพายเป้ออกเดินทางต่อ พร้อมมีข้อความเข้า in box เข้ามาจากเพื่อนที่เมืองไทยว่าถ้ามาเมืองนากาโนะต้องไม่พลาดไปดูลิง
ก็งงนิดหน่อยว่าบินมาตั้งใกลถึงญี่ปุ่น จะให้มาดูลิงนี่นะ ลพบุรี บ้านเราก็มี

แต่ก็มาสดุดกับข้อความว่าลิงที่นี่มันออนเซน (ดูไฮโซ) น่าไปชมขึ้นมาทันที จัดหารหาข้อมูล ณ เวลานั้นเช่นเคยโดยมีรถบัสบริการรับส่งใช้เวลาเดินทางไม่ถึงชั่วโมง จะรออะไรละครับซื้อตั๋วรถบัสไปกัน แต่ต้องดูเวลาให้ดีๆ เพราะวันนี้ยังต้องเดินทางต่ออีกใกลไปยังโตเกียว เพราะว่าพรุ่งนี้เราจะต้องบินกลับแล้ว (เวลามันช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ม)

แต่กว่าจะถึงก็ต้องเดินขึ้นเขาท่ามกลางหิมะที่ตกลงมาเรื่อยๆ แต่ก็ใช่เวลาไม่นานสำหรับคนชอบเดินป่าขึ้นเขาอย่างเรา
แต่มันหนาวแค่นั้นเอง

เสร็จจากดูลิงออกเซ็น มองดูนาฬิกา เวลาช่างผ่านไปรวดเร็ว เหลือไม่ถึง 10 นาทีที่รถจะออกเพื่อไปต่อรถเที่ยวสุดท้ายที่เมืองนากาโนะไปยังโตเกียว

วิ่งซิครับมัวรออะไร ไปทันนาทีสุดท้ายพอดี

ใช้เวลาเกือบ 5 ชั่วโมงสำหรับรถบัสจากเมืองนากาโนะ ถึงโตเกียว ก็ล่วงเลยมาถึง 3 ทุ่มมุ่งหน้าเข้าที่พักกันก่อนเลยเพราะอากาศหนาวแบบนี้ พี่ไทยแบบผมทนไม่ไหว ขอหยุดการเดินทางอยู่นิ่งๆเฉยสักวันที่โตเกียวก่อน ก่อนที่จะบินกลับเมืองไทย

วันสุดท้ายของการเดินทาง วันนี้ไม่มีอะไรครับเดินเล่น นั่งเล่นในเมืองก่อนที่จะนั้งรถไฟไปยังสนามบิน
ก่อนถึงสนามบิน 1 สถานีแอบถเลถไหลลงก่อนเพื่อเดินไปชมวัดนาริตะก่อน

ใช้เวลาเดินจากสถานีรถไฟประมาณ 15-20 นาทีก็ถึง เดินชมเมือองไปเรื่อยๆ

วัดนาริตะซันชินโชจินี้ มีมรดกวัฒธรรมที่สำคัญของประเทศอยู่ เช่น วิหารพระพุทธเจ้า, วิหารโคเมียว, วิหารกาคุ  นับเป็นวัดที่มีคนมาสักการะมากเป็นดันอับ 2 ของประเทศ เสียดายมีเวลาไม่มาก ได้เดินเที่ยวแค่ช่วงบริเวณหน้าวัด เพราะถ้ามัวแต่ชิวๆ ตกเครื่องแน่

ปิดทริปการเดินทางกลับบ้านเราแบบฉิวเฉียด ทั้งเวลาและตังค์ในกระเป๋า
เพราะความชิวตามสไตล์สะพายเป้

ในการเดินทางครั้งนี้จุดหมายคงเป็นสิ่งที่ผมตั้งใจไปพบเจอ แต่ผมกับประทับใจกับสิ่งที่เจอระหว่างทาง ชอบที่จะเก็บเกี่ยวความรู้สึกระหว่างทางมากกว่า เพราะทุกสิ่งที่ได้เจอไม่อาจคาดเดาได้
การไปถึงปลายทางคือความสุขอันยิ่งใหญ่ แต่ระหว่างทางคือความสุขเล็กๆน้อยๆ ที่ทำให้ผมยิ้มได้เมื่อนึกถึง การเดินทางของผมเลยเฉไฉ(หลง)ออกนอกทางไปบ้าง ช้าหน่อยแต่ถึงจุดหมายปลายทางแน่นอน
แล้วคุณล่ะ ?? เลือกที่จะเดินทางและมีความสุขแบบใหน

และที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ www.hotelscombined.co.th ที่ตอบโจทย์ในการหาที่พักในทริปนี้ สะดวกสบายหาวันต่อวันในราคาหลักร้อย
และที่ชอบอีกอย่างคือจองแล้วไปจ่ายค่าที่พักตอนเชคอิน เหมาะกับการเดินทางแบบฉบับของผมมาก

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชม แล้วเจอกันอีกครั้งในทริปต่อๆไป

2 comments on “สะพายเป้ลุยเดี่ยวเที่ยวเจแปน..โตเกียว-นาโงะยะ-ทากะยะมา-ชิราคาวะโกะ-มัสซึโมโตะ-นะงะโนะ-นาริตะ
  1. oh '! พูดว่า:

    วิวสวยแบบนี้เดินทางช่วงไหนคะ

  2. ja oh พูดว่า:

    ภาพ วิว บรรยากาศแบบนี้ต้องเที่ยวช่วงไหนคะ

ใส่ความเห็น